หน้าแรก เศรษฐกิจ กกร.ประเมินสง...

กกร.ประเมินสงครามการค้า ถกป้อนแรงงาน ‘อีอีซี’

4.04.18 | 10:24 น.

หมายเหตุเมื่อวันที่ 3 เมษายน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย จัดประชุม กกร.ประจำเดือนมีนาคม ที่โรงแรมดุสิตธานี มีวาระสำคัญคือ ติดตามภาวะเศรษฐกิจ การหารือเตรียมความพร้อมแรงงานในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และประเด็นค่าแรงขั้นต่ำที่มีผล 1 เมษายน มีนายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน ร่วมประชุมช่วงท้าย


เจน นำชัยศิริ

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2561 บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งของการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยแรงหนุนจากภาวะเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้การส่งออกของไทยเติบโตแข็งแกร่ง ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวก็ยังคงขยายตัวได้ดี นอกจากนี้ การนำเข้าที่ขยายตัวในทุกหมวดทั้งสินค้าทุน วัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง และสินค้าเพื่อการบริโภค สะท้อนถึงกิจกรรมการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการใช้จ่ายในประเทศที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ ที่ประชุม กกร.จึงปรับเพิ่มประมาณการการส่งออกและอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2561 ประเมินว่าการส่งออกอาจขยายตัว 5.0-8.0% ซึ่งจะสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัว 4.0-4.5%

ในระยะข้างหน้ามีประเด็นท้าทายอาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐกับนานาประเทศ การเปิดเผยรายงานนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าของสหรัฐ โดยกระทรวงการคลังสหรัฐ ในเดือนเมษายนนี้ ตลอดจนการปรับตัวของราคาสินค้าเกษตรบางรายการ และความคืบหน้าของการลงทุนภาครัฐ กกร.จะติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด

สำหรับประเด็นข้อพิพาททางการค้าจากการที่สหรัฐประกาศขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน รวมทั้งความเป็นไปได้ที่ไทยอาจติดอยู่ในรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามองในรายงานนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่เปิดเผยโดยกระทรวงการคลังสหรัฐนั้น ในชั้นนี้ กกร.เห็นว่าอาจจะยังมีผลกระทบที่จำกัดต่อการส่งออกของไทยในปี 2561 จึงมีการปรับเพิ่มประมาณการตามที่ระบุข้างต้น ปี 2561 ประมาณเดิม (10 มกราคม ) จีดีพี 3.8-4.5% ส่งออก 3.5-6.0% เงินเฟ้อทั่วไป 1.1-1.6% ขณะที่ประมาณการใหม่ ณ วันที่ 3 เมษายน จีดีพี 4.0-4.5% ส่งออก 5.0-8.0% เงินเฟ้อทั่วไป 0.7-1.2%

Advertisement

กกร.ยังหารือถึงมาตรฐานการบัญชี IFRS 9 ที่จะมีการบังคับใช้ในปี 2562 เห็นว่าเป็นมาตรฐานที่มีผลกระทบกับภาคธุรกิจในวงกว้าง จึงเสนอให้คณะกรรมการกำกับวิชาชีพการบัญชี (กกบ.) ทำการพิจารณาผลกระทบให้รอบด้านและพิจารณารายละเอียดให้มากขึ้น และเสนอให้เลื่อนการบังคับใช้เป็นปี 2565

ตัวเลขส่งออก เดิม กกร.ประเมินว่าจะอยู่ที่ 3.5-6.0% และล่าสุดปรับเป้าหมายเป็นช่วง 5.0-8.0% ถ้าผลมันออกมาดีจะทำให้ตัวเลขเป้าหมายมีโอกาสแน่นอน ปัจจุบันตัวเลขส่งออกที่เกิดขึ้น มั่นใจว่าจะจะถึง 5% เป็นอย่างต่ำแน่นอน ส่วนจะสูงกว่า8% หรือไม่ต้องดูอีกครั้ง สำหรับเงินเฟ้อที่ลดลงมาจากผลของราคาน้ำมัน ราคาสินค้าเกษตรไม่ดีส่งผลจากราคาสินค้าหมวดอาหาร

สำหรับค่าเงินบาทที่ใช้ในการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจอยู่ที่ 31-32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็นตัวเลขที่เก็บสถิติล่าสุดจากช่วงปลายปี 2560 ปัจจัยของค่าเงินมาจากค่าเงินดอลลาร์ที่หลายฝ่ายมองว่าจะมีค่าสูงขึ้น เพราะมีตั้งเป้าปรับอัตราดอกเบี้ยอีกหลายครั้ง ปีนี้จะปรับดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง และปี 2562 อีก 3 ครั้ง น่าจะยันให้ค่าเงินดอลลาร์สูงขึ้นในช่วงหลังจากนี้ ส่งผลต่อค่าเงินบาทแน่นอน

ยังมีการจับตาเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐที่ขณะนี้ยังเบิกจ่ายได้ไม่ถึงเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2561 เบิกจ่ายได้เพียง 3-6% จากเป้าหมาย 30% ขณะเดียวกันภาคเอกชนได้ส่งสัญญาณไปยังภาครัฐอย่างต่อเนื่องแล้ว มีผลต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนของภาคเอกชน จะมีการติดตามความคืบหน้าอีกครั้งช่วงปลายเดือนเมษายนนี้

มีการหารือประเด็นการเตรียมความพร้อมแรงงานให้ตรงความต้องการของภาคอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงานได้เริ่มต้นสำรวจในอีอีซี ประกอบด้วย 3 จังหวัด คือ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ปลัดกระทรวงแรงงานนำเสนอผลการสำรวจในระดับหนึ่ง คิดเป็นสัดส่วน 60% ของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการท่องเที่ยวใน 3 จังหวัด พบว่ามีความต้องการแรงงานเพิ่มอีก 23,000 คน แบ่งเป็นภาคการผลิตและภาคบริการ โดยปลัดกระทรวงแรงงานขอความร่วมมือ เพื่อทำให้ได้ถึง 100% โดยที่นำเสนอครั้งนี้ถือว่ามีความชัดเจนพอสมควร

ปลัดกระทรวงแรงงานแจ้งว่าจะสำรวจให้ครบทั่วประเทศ แต่ที่เริ่มอีอีซีก่อนเพราะเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการนำร่องการลงทุนครั้งสำคัญ มีความหลากหลาย ข้อมูลของกระทรวงแรงงานที่นำเสนอถือเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ กกร.จะช่วยกระทรวงแรงงานในการตรวจสอบ ทดสอบ ความแม่นยำของตัวเลขข้อมูลที่ทางกระทรวงรวบรวมมา

กกร.จะนำข้อมูลไปประชาสัมพันธ์กับเอกชนในพื้นที่ ประเมินว่าตัวเลขที่กระทรวงแรงงานสำรวจมาจากผู้ประกอบการ ทั้ง ส.อ.ท.ในจังหวัด หอการค้าจังหวัด ชมรม สมาคมต่างๆ สอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่


นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน

จรินทร์ จักกะพาก

ปลัดกระทรวงแรงงาน

เป็นหน้าที่ของกระทรวงแรงงาน ที่เรามีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งแสวงหาความต้องการแรงงานของสถานประกอบการต่างๆ หรือตลาดแรงงานเพื่อหาคนที่เข้าไปสู่ตลาดแรงงานให้ เบื้องต้น ผมร่วมกับทาง กกร.สำรวจข้อมูลเบื้องต้นในความต้องการแรงงานของสถานประกอบการในจังหวัดระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ประกอบด้วย ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง มีแบบสอบถามลงไปถามโดยตรง ทั้งหมด 100% แต่ในขณะนี่เราเก็บได้ประมาณ 50% เป็นการสอบถามผู้ประกอบการทั้งหมดที่อยู่ใน 3 จังหวัด เริ่มทำมาแล้ว 2 เดือน ตั้งแต่เดือนมีนาคม ขณะมีผู้ที่ตอบมา เราก็มีความต้องการแรงงานเบื้องต้นแล้ว แล้วเราสามารถจำแนกตำแหน่ง โดยตำแหน่งที่ขาดมากที่สุด คืองานการผลิต เบื้องต้นที่มีวุฒิต่ำกว่า ม.6 และ ปวช. ปวส. ที่ต้องการ ส่วนตำแหน่งผู้บริหารต่างๆ นั้นต้องการไม่มาก แต่ที่ขาดคือในระดับใกล้ๆ คนทำงาน ที่เป็นพวกช่างเทคนิค ต้องการใช้การทำงานแต่วุฒิไม่สูงนัก ระดับ ปวช. ปวส. และแรงงานกำลังภาคการผลิตทำนองนั้น ตรงนี้ยังไม่ครบถ้วนหรอก เพียงแต่ว่าเรามีข้อมูลเบื้องต้น อยากที่จะนำมาให้เขาดู เพราะว่าทางภาคเอกชน จะได้มีความรู้สึกว่า ที่ผ่านมาเราเคยทำให้ลักษณะนี้แล้ว แต่พอทำแล้วไปถามเขานั้น สิ่งที่เขารอรับนั้นคือ จะสามารถหาคนให้เขาได้หรือไม่นั้น มันไม่มีการตอบสนอง ในช่วงที่ผ่านมาไม่มีการตอบสนอง เขาก็เลยมีความรู้สึกว่า ทำไปแล้วก็เหมือนเดิม ไม่ให้ความสำคัญ ผมมายืนยันว่าเราจะทำให้ได้จริงๆ

ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่จะลงไปทำจริงๆ ได้เริ่มจาก 3 จังหวัดนี้ก่อน เราจะต้องหาคนไทยเข้าสู่ตลาดแรงงาน จะพึ่งพาแรงงานต่างด้าวอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพัฒนาทักษะคนไทยขึ้นมาเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี เราก็ไม่แน่ใจว่าแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ ถ้าชาติบ้านเมืองเขาพัฒนาเหมือนบ้านเรา จะกลับมาหรือไม่ ผมยืนยันว่า เขากลับ อยู่ชั่วคราว หรือกลับ 2 ปี 1 ครั้ง หรือจะกลับมาแล้วต่ออายุใหม่ แต่ไม่ได้อยู่จนตายหรอก คนไทยต้องเกิดแก่ตายที่นี่

ตอนนี้ยังเก็บข้อมูลอยู่เรื่อยๆ ให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ไม่อยากให้เกินเดือนเมษายนนี้ด้วยซ้ำ ได้วางแนวทั้ง 76 จังหวัด ทั่วประเทศให้เสร็จภายในเดือนเมษายน พอมาทำจริงๆ ไม่ง่ายอย่างที่คิด ความง่ายและความยากของมันก็คือ ความหวังที่เขาเห็นความสำคัญที่เขาตอบ แล้วเขาจะได้รับการตอบสนอง แต่เดิมไม่เคยเลย ตรงนี้เป็นความท้าทาย

หน้าที่ของกระทรวงแรงงานคือ หาคนงานเข้าสู่ตลาดแรงงาน ตามความต้องการของตลาด แต่ความต้องการของตลาดมันไม่รู้จริง แต่การทำการสำรวจนี้เรารู้จริงเลยว่าความต้องการของตลาดมีอะไร ตำแหน่งอะไร อยู่ที่ไหน

ที่สำรวจเป็นความต้องการเฉพาะ 1 ปีนี้ เป็นความต้องการของตลาดแรงงานพื้นฐานทั่วไป ที่สถานประกอบการที่มีอยู่ในปัจจุบัน มันจะต้องไปดูการเปลี่ยนแปลงอีก ต้องดูบริษัทที่ได้บีโอไออีก กว่าจะตั้งต้อง 3-4 ปีข้างหน้า เพราะว่าเขาต้องการอะไรเราก็ต้องหา ขณะเดียวกัน เราไม่ได้ดูพื้นฐาน เอสเอ็มอีก็อยู่ สถานประกอบการที่ยังไม่ได้มีการพัฒนาก็มี และเมื่อเทคโนโลยีเข้ามาแล้ว พวกนี้อยู่ไม่ได้ ผมถึงจะต้องมาคุย ประสานสมาคมว่าเราจะช่วยได้อย่างไร ถ้าจะเห็นผลต้องเป็นประมาณปี 2562

เป้าหมายสำรวจโรงงานทั่วประเทศอยู่ที่ 500,000 โรง ถ้ามีสิ่งหนึ่งประการใด จะเป็นปัญหาอะไรต่างๆ เราในฐานะกระทรวงแรงงานเราพร้อมที่จะรับข้อเสนอแนะ และนำไปปรับปรุงการทำงาน และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาทำงานร่วมกัน เราไม่ปิดกั้น แต่เราต้องทำงานร่วมกัน ทำงานร่วมกับภาคเอกชน ให้มีช่องว่างน้อยที่สุด มาวันนี้เพื่อมาลดช่องว่าง มาถามความคิดเห็นท่าน มาให้คำแนะนำ และมาขอกำลังใจ ในการทำงานร่วมกันต่อไป

ผมว่าวันนี้เพื่อมีครั้งต่อไป และผมเสนอตัวว่าจะคุย ผมอยากจะมารับฟังความคิดเห็น ส่วนการประชุมของเขาก็เป็นเรื่องของเขา ไม่ว่าอะไร มาช่วงท้าย เขามีข้อเสนออะไร แล้วผมมีข้อเสนออะไร มาจูนกัน

ใครมีปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวก็สามารถที่จะเสนอมาได้ ที่ผ่านมาราบรื่นดี ผมพร้อม