นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายวิชาการและงานวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในฐานะรักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ว่า สถานการณ์ราคายางพาราในขณะนี้อยู่ในวัฏจักรขาลง โดยที่ประชุม 3 ฝ่ายระหว่างมาเลเซีย ไทย และอินโดนีเซียได้ข้อสรุปตรงกันว่าราคายางพาราอยู่ในช่วงต่ำสุด มีความเสี่ยงเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลก แต่ก็มีโอกาสปรับตัวขึ้น โดยราคายางพาราไทยยังอยู่สูงกว่าประเทศอื่นๆ โดยสิ่งที่จะต้องเร่งแก้ไข รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กยท.มีแนวทางสอดคล้องกันคือต้องทำครบทั้ง 3 มิติ ประกอบด้วย การเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันใช้ยางพาราในประเทศเพียง 6 แสนตัน จากจำนวนยางพาราทั้งหมด 4.5 ล้านตัน จึงทำให้ราคายางพาราถูกกำหนดจากกลไกตลาดโลกได้ง่าย หน่วยงานภาครัฐจึงพยายามผลักดันและเร่งรัดให้มีการใช้ยางพาราทั่วประเทศ
“สิ่งที่น่าจะดำเนินการได้เลยเพื่อกระตุ้นยอดการใช้ยางพาราในประเทศคือ การนำยางพาราไปผสมทำถนน ซึ่งสามารถใช้ยางพาราแต่ละพื้นที่ได้ นอกจากนี้จะเป็นการส่งเสริมการแปรรูปยางพาราของสถาบันเกษตรกร เช่น หมอนยางพารา ซึ่งเป็นที่นิยมในตลาด ส่วนในต่างประเทศต้องประสานกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขยายตลาดเดิมและเจาะตลาดใหม่ ทั้งยางพาราสำหรับทำวัตถุดิบและยางแปรรูป เพื่อรักษาเสถียรภาพยางพารา โดยคาดว่าราคายางพารามีโอกาสปรับขึ้นถึง 50 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) จากราคาปัจจุบันที่ 48 บาทต่อ กก.” นายธนวรรธน์กล่าว
นายธนวรรธน์กล่าวว่า นอกจากนี้แล้วในส่วนของการควบคุมปริมาณยางพารา หากเกษตรกรต้องการจะปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน ก็มีโครงการให้ความช่วยเหลือโดยจะใช้งบประมาณกลางปีวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท และส่วนอื่นๆ ก็จะมีเงินชดเชยอุดหนุนจาก กยท.อยู่แล้ว รวมถึงการดูแลซัพพลายให้เหมาะสม และการหารายได้เสริมให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง ขณะเดียวกันก็มีสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการเช่นกัน เหล่านี้เป็นความพยายามที่จะดำเนินการเพื่อให้สถานการณ์ยางพาราดีขึ้นตามลำดับ

