นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรอยู่ระหว่างการแก้ไขประมวลรัษฎากร มีสาระสำคัญในการกำหนดให้สถาบันการเงินส่งรายงานธุรกรรมการรับและโอนเงินพิเศษของลูกค้าแก่กรมสรรพากรเป็นประจำทุกปี ซึ่งที่ผ่านมากรมสรรพากรมีอำนาจในการขอรายงานธุรกรรมการเงินของลูกค้าจากสถาบันการเงินที่เห็นว่ามีความผิดปกติได้อยู่แล้ว แต่กรณีนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจน และเน้นไปยังลูกค้าที่มีธุรกรรมพิเศษ เช่น การขายสินค้าหรือบริการต่างๆ ระบบออนไลน์ ขอให้มีการรายงานเป็นประจำทุกปี
นายประสงค์กล่าวว่า ส่วนที่ไม่ได้ขายสินค้าหรือบริการ หากมีธุรกรรมการรับหรือโอนตามที่กำหนดก็จะต้องรายงาน เพื่อให้ทราบว่าเป็นธุรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอะไร ซึ่งกรณีนี้ช่วยป้องกันการทุจริตในด้านต่างๆ และรวมถึงปัญหาฟอกเงินด้วย ทั้งนี้ ธุรกรรมพิเศษที่สถาบันการเงินต้องรายงานนั้น หมายถึงยอดฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี หรือยอดฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 200 ครั้งขึ้นไป และมียอดรวมตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไปต่อปี
“ตามร่างเดิมที่เราเสนอไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกานั้น เราไม่ได้กำหนดวงเงินหรือจำนวนธุรกรรมที่ต้องรายงาน แต่ทางกฤษฎีกาเห็นว่าควรมีการกำหนด เพื่อให้เกิดความชัดเจน” นายประสงค์กล่าว
นายประสงค์กล่าวว่า ไม่กังวลเกี่ยวกับผู้ที่มีความเห็นคัดค้านการออกกฎหมายดังกล่าว เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีรายอื่น และหากผู้ค้าออนไลน์เห็นว่าไม่ควรเสียภาษี ก็สามารถแสดงหลักฐานการลดหย่อนรายจ่ายต่างๆ ได้ ยกตัวอย่าง มีรายได้ 2 ล้านบาทต่อปี แต่มีรายจ่ายกว่า 1.9 ล้านบาท เหลือกำไรไม่มากนัก เมื่อหักลดหย่อนต่างๆ เขาก็จะถือว่าไม่มีภาระภาษี
นายประสงค์กล่าวว่า การกำหนดให้มีการรายงานธุรกรรมพิเศษจะช่วยให้เกิดความโปร่งใสในการเสียภาษี ยกตัวอย่าง ร้านค้ามีรายได้ แต่เอารายได้ไปโอนให้กับลูกจ้างเพื่อเลี่ยงภาษี ต่อไปไม่สามารถทำได้ เพราะกรมจะรู้ธุรกรรมของลูกจ้างด้วย ทำให้ลูกจ้างไม่ยอมที่จะให้นายจ้างโอนเงินมาใส่ในบัญชี เพราะจะต้องเป็นผู้มีรายได้และต้องเสียภาษีไปด้วย
นายประสงค์กล่าวว่า กฎหมายที่ออกมาจะช่วยในเรื่องการจ่ายสวัสดิการของรัฐได้ตรงจุดอีกด้วย เพราะทุกวันนี้อาจจะมีบางรายที่ขอรับสวัสดิการรัฐ โดยระบุว่าเป็นบุคคลที่มีรายได้น้อย แต่กลับมีรายได้จากการขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งรัฐอาจตรวจสอบได้ไม่ทั่วถึง
นายประสงค์กล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนระหว่างวันที่ 1-15 เมษายนนี้ โดยจะนำความเห็นมาปรับปรุงให้เหมาะสมก่อนเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อส่งเข้าสู่การพิจารณาในชั้นสภานิติบัญญัติ (สนช.) กรมตั้งเป้าหมายจะผลักดันร่างแก้ไขประมวลรัษฎากรดังกล่าวว่าจะต้องแล้วเสร็จภายในปีนี้

