หน้าแรก เศรษฐกิจ ผอ.เอฟเอโอยกย...

ผอ.เอฟเอโอยกย่อง”สมเด็จพระเทพฯ”ทูตพิเศษ แก้อดอยากหิวโหยทั้งไทย-ภูมิภาค แจกเอกสารบทบาทพระองค์ ในที่ประชุม

12.04.18 | 07:32 น.

ผอ.เอฟเอโอยกย่อง”สมเด็จพระเทพฯ”ทูตพิเศษ แก้อดอยากหิวโหยทั้งไทย-ภูมิภาค แจกเอกสารเปิดวิดีโอบทบาทพระองค์ เป็นพระราชกรณียกิจตั้งแต่ปี 2523 “กฤษฎา”ประกาศกลางที่ประชุมไทยมุ่งขจัดขาดแคลนอาหาร 12 ปี สำเร็จ

เมื่อวันที่ 12 เมษายน นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในการประชุมระดับรัฐมนตรีของสมัชชาองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ(เอฟเอโอ) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สมัยที่ 34 ที่โรงแรมโซฟิเทล ฟิจิ รีสอร์ท แอนด์ สปา เมืองนาคี สาธาธารณรัฐฟิจิ ว่า ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นที่จะขจัดความอดอยากหิวโหยให้หมดไป รัฐบาลไทยได้เชื่อมโยงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ เข้ากับแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีของประเทศไทย และยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ 20 ปี(ระหว่าง 2560-2579) โดยน้อมนำเอาศาสตร์พระราชา และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการดำเนินการนโยบาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและเกษตรกร แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างการผลิตการเกษตร เสริมความมั่นคงอาหาร พัฒนาโภชนาการ และความปลอดภัยอาหาร เพื่อนนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ของประชาชนและประเทศชาติ ทั้งนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาเกษตรกรผู้ด้อยโอกาส ทรงมีพระปณิธานแน่วแน่ที่จะทรงสานต่อโครงการพระราชดำริ และพระราชกรณียกิจในการช่วยเหลือเกษตรกรและการแก้ไขปัญหาความยากจน

นายกฤษฎากล่าวว่า นอกจากนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งทูตพิเศษสำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ด้านการขจัดความหิวโหย พระองค์ทรงดำเนินโครงการเพื่อช่วยลดความหิวโหยมาตั้งแต่ปี 2523 เช่น โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน กองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ปัจจุบันพระองค์มีพระราชดำริให้ดำเนินการโครงการร่วมมือกับประเทศในภูมิภาค เช่น ลาว เมียนมา กัมพูชา ภูฏาน และบังคลาเทศ เป็นต้น เมื่อปี 2559สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการจัดภาคีพัฒนาโคนมแห่งเอเชีย เพื่อส่งเสริมและพัฒนางานด้านโคนม และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรโคนมในระดับภูมิภาค นอกจากนี้รัฐบาลไทยได้ดำเนินโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียนเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดสารอาหารในเด็กวัยเรียน และสนับสนุนอุตสาหกรรมโคนมด้วย

นายกฤษฎากล่าวว่า ในปีนี้รัฐบาลไทยได้ริเริ่มโครงการไทยนิยมยั่งยืน โดยจัดสรรงบประมาณกว่า100,000 ล้านบาท ในการดำเนินโครงการดังกล่าว มีแผนงานและงบประมาณด้านการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรกว่า 24,000 ล้านบาท

Advertisement

“รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกร ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ โดยใช้แนวคิดการทำงานร่วมกัน ระหว่งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน หรือประชารัฐ โดยมีการจัดทำประชาคมและรับฟังปัญหาระดับชุมชน โดยใช้กลไกหมอสุขใจประชารัฐ หรือหมอรักษาโรคจน เข้าสำรวจความต้องการและปัญหาในระดับชุมชน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าว

นายกฤษฏากล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร อาทิ การส่งเสริมสหกรณ์วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรรายย่อย โดยนำระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ มาใช้กับกลุ่มเกษตรกรรายย่อย โดยมีการบริหารจัดการทรัพยากร และปัจจัยการผลิตร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การลดต้นทุนการผลิตภาคเกษตร ,การยกระดับมาตรฐานคุณภาพการผลิตสินค้าเกษตร ให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด โดยใช้แนวคิด”การตลาดนำการผลิต”,การพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ และสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่ผันตัวมาเป็นเกษตรกรมืออาชีพ มีสำนึกรักบ้านเกิดเพื่อลดการอพยพไปทำงานในเขตเมือง ก่อให้เกิดปัญหาการพัฒนาชนบทอย่างยั่งยืน,การส่งเสริมการผลิตอาหารปลอดภัยตลอดห่วงโซ่การผลิต ควบคู่ไปกับการส่งเสริมตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรและการส่งเสริการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในชุมชน และการลดการใช้สารเคมีในการผลิต สร้างความรู้ความเข้าใจรณรงค์ลดการใช้ยาฆ่าแมลงยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันปัญหาเชื้อดื้อยาในภาคเกษตร ทั้งในพืช ปศุสัตว์ และประมง โดยดำเนินการภายใต้หลักสุขภาพหนึ่งเดียว หรือ วัน เฮลท์(One Health) ร่วมเอฟเอโอ กระทรวงสาธารณสุข เกษตกร ผู้ผลิต และผู้บริโภค

“ในโอกาสนี้ประเทศไทยขอขอบคุณอีกครั้งที่องค์การสหประชาชาติที่ได้มีมติรับรองให้ วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็น “วันดินโลก” และขอเชิญชวนประเทศสมาชิกร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างความตระหนักในการจัดการทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน เพื่อความมั่นคงทางอาหารของโลก โดยยึดหลักการปฏิบัติตามคู่มือการปฏิบัติงานด้วยความสมัครใจ เพื่อการจัดการทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน ของเอฟเอโออย่างต่อเนื่องทุกปี นอกจากนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่ ประธานสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินแห่งเอเชีย ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านดินระดับโลของเอฟเอโอ เรามีความมุ่งมั่นการจัดการทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน เพื่อความมั่นคงทางอาหารของโลกอย่างจริงจัง”นายกฤษฎากล่าว

นายกฤษฎากล่าวว่า ประเทศไทยยืนยันที่จะดำเนินการเพื่อขจัดความหิวโหยทั้งในระดับประเทศและร่วมกับประชาคมโลก ในการทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมพี่นตรีได้ให้คำมั่นไว้ในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติปี 2558 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รัฐบาลไทยหวังว่าการประชุมครั้งนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะนำวิสัยทัศน์ของการขจัดความอดอยากหิวโหยของภูมิภาคไปสู่ความเป็นจริงก่อนปี 2573

ต่อมานายกฤษฎายังกล่าวต่อหัวหน้าคณะผู้แทนแต่ละประเทศเพิ่มเติมว่า ขอบคุณเอฟเอโอที่สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญมาร่วมพัฒนาระบบติดตามเรือประมงรวมทั้งการจัดระเบียบการทำประมงให้เป็นมาตรฐานเพื่อควบคุมกำกับดูแลการทำประมงให้ถูกกฎหมาย การใช้ทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน และเป็นไปตามหลักสากลซึ่งประเทศไทยยินดีที่จะร่วมมือกับทุกประเทศในภูมิภาคที่จะป้องกันและปราบปราม ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และในฐานะประธานการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ได้ริเริ่มให้ประเทศสมาชิกจัดทำนโยบายประมงอาเซียนเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานแก้ไขปัญหาการทำประมงในภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน รวมทั้งเชิญชวนให้มีการจัดตั้งเครือข่ายผู้ประสานงานด้านการทำประมงอย่างถูกกฎหมายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิกในภูมิภาค

ผู้สื่อข่าวรายงานในการประชุมระดับรัฐมนตรีของสมัชชาเอฟเอโอ ผู้อำนวยการเอฟเอโอได้กล่าวถึงบทบาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในฐานะทูตพิเศษประจำเอฟเอโอในการรณรงค์แก้ไขปัญหาการขาดอาหารทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคอื่นๆที่ทรงเข้าไปมีบทบาทช่วยเหลือผู้ยากไร้รวมทั้งมีการแจกจ่ายเอกสารและเปิดวิดีโอเกี่ยวกับบทบาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในฐานะตำแหน่งทูตพิเศษสำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกด้วย