นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการดำเนินการตามมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (คนจนเฟส 2) มีผู้แจ้งความประสงค์เข้าร่วมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 จำนวน 6.4 ล้านรายราย จากผู้มีบัตร 11.4 ล้านราย โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้มีบัตรฯ ที่มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อปี และอยู่ในวัยแรงงาน 5.26 ล้านราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้แจ้งความประสงค์จำนวน 3.11 ล้านราย จึงเหลือกลุ่มเป้าหมายอีก 2.14 ล้านรายราย เท่ากับว่าผู้ดูแลผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (เอโอ) ต้องลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้มีบัตรเป็นรายบุคคลในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2561 จำนวนประมาณ 8.5 ล้านราย ล่าสุดสามารถสัมภาษณ์ไปได้เพียง 5 ล้านราย ยังเหลืออีก 3.5 ล้านราย ดังนั้น ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 มีมติให้ขยายเวลาในการสัมภาษณ์ออกไปอีก 1 เดือนจนถึงเดือนพฤษภาคม 2561
นายพรชัยกล่าวว่า ทั้งนี้ พบว่ากลุ่มคนที่สัมภาษณ์ไปแล้ว 5 ล้านราย ระบุว่าไม่ต้องการพัฒนาตนเองถึง 30% หรือประมาณ 1.5 ล้านราย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอายุมากแล้วเกินกว่า 60 ปี บางคนไม่พร้อมในการฝึกอาชีพ และติดพื้นที่ไม่อยากเดินทาง ซึ่งนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบหมายให้ทีมเอโอไอไปพูดคุยกับคนในกลุ่มนี้ใหม่ ว่าไม่สนใจเข้าร่วมพัฒนาตนเองเพราะอะไร สำหรับกลุ่มคนที่สัมภาษณ์ไปแล้ว 70% หรือประมาณ 3.5 ล้านคน สนใจพัฒนาตนเองนั้นในจำนวนนี้ 2 ล้านคนสนใจฝึกอาชีพ โดยประมาณ 1 ล้านคนสนใจด้านการเกษตร กระทรวงการคลังส่งข้อมูลไปให้กระทรวงเกษตรฯในการดำเนินการต่อแล้ว และอีก 3 หมื่นคน อยากได้งานประสานไปยังกระทรวงแรงงานแล้ว ส่วนที่เหลือต้องการสินเชื่อ และมาตรการช่วยเหลือด้านอื่นๆ
นายพรชัยกล่าวว่า สำหรับคนที่แจ้งความประสงค์จะพัฒนาตนเอง แต่ต่อมาขอยกเลิกการแสดงความประสงค์ หรือไม่มาสัมภาษณ์ภายในเดือนมีนาคม-เมษายน 2561 หรือเข้ารับการสัมภาษณ์แล้ว แต่ไม่เลือกพัฒนาตนเอง หรือผู้ที่เลือกพัฒนาตนเอง แต่ต่อมาไม่พัฒนาตนเองโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือผู้ที่เข้ารับการอบรมแล้วแต่ไม่ตั้งใจประกอบอาชีพเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น กระทรวงการคลังหยุดการจ่ายเงิน 200 บาทต่อคนต่อเดือน หรือ 100 บาทต่อคนต่อเดือน แล้วแต่กรณีตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561 เป็นต้นไป หรือในเดือนถัดไปนับแต่ทราบผลการพิจารณาการไม่พัฒนาตนเอง ส่วนเงินที่จ่ายไปแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคม อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเรียกคืนหรือไม่อย่างไร
นายพรชัยกล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังมีมติให้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของผู้มีรายได้น้อยในระบบธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพิ่มเติม โดยขยายกลุ่มเป้าหมายในการให้ความช่วยเหลือตามมาตรการ ให้ครอบคลุมถึงลูกค้า ธ.ก.ส. ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรและประกอบอาชีพอื่นเป็นอาชีพเสริมแต่แจ้งลงทะเบียนเป็นอาชีพอื่น จำนวน 5.62 แสนราย ซึ่งมีมูลหนี้ 8.83 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ลูกค้า ธ.ก.ส. กลุ่มนี้ได้รับสิทธิตามโครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของผู้มีรายได้น้อยในระบบ ธ.ก.ส. ภายใต้มาตรการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2561
นายพรชัยกล่าวว่า พร้อมกันนี้ยังจัดสรรงบประมาณให้แก่ ธ.ก.ส. เพื่อชดเชยดอกเบี้ยจากการพักชำระหนี้ให้กับเกษตรกรที่มีหนี้ที่เป็นภาระหนักและหนี้ไม่เกิน 3 แสนบาท จำนวน 2.22 แสนราย ต้นเงินกู้รวม 2.97 หมื่นล้านบาท ที่เข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้ของผู้มีรายได้น้อยในระบบ ธ.ก.ส. เป็นระยะเวลา 2 ปี โดยให้ ธ.ก.ส. ทำความตกลงกับสำนักงบประมาณเพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อไป
นายพรชัยกล่าวว่า นอกจากนี้ยังจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ธนาคารออมสินสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดจ้างผู้ช่วยเอโอเพิ่มเติม 500 คน รวมถึงค่าใช้จ่ายดำเนินงานของผู้ช่วยเอโอสำหรับการปฏิบัติงานในช่วงเดือนเมษายน-กันยายน 2561 (6 เดือน) โดยให้ธนาคารออมสินทำความตกลงกับสำนักงบประมาณเพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อไป

