ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา ได้มีการคาดหมายสภาพอากาศล่วงหน้า 7 วัน โดยในช่วงวันที่ 30 เม.ย. – 2 พ.ค. ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่กับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ บริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ สำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 3 – 6 พ.ค. ประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ส่วนภาคใต้มีฝนลดลง นั้น
สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างรวมกันทั้งสิ้น 47,448 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 62 ของความจุอ่างรวมกันทั้งหมด มากกว่าปี 2560 รวม 5,281 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 23,529 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 45 (ปี 2560 มีน้ำใช้การได้ 18,192 ล้าน ลบ.ม.) เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณน้ำรวมกัน 13,857 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 56 ของความจุอ่างรวมกัน มีปริมาณน้ำมากกว่าปี 2560 รวม 2,724 ล้าน ลบ.ม. และมีปริมาณน้ำใช้การได้ 7,161 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 39 (ปี 2560 มีน้ำใช้การได้ 4,437 ล้าน ลบ.ม.) สามารถรองรับน้ำได้อีก 11,014 ล้าน ลบ.ม.
ทั้งนี้ กรมชลประทานได้สั่งการให้ทุกโครงการชลประทานในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำหลาก กำชับเจ้าหน้าที่ให้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในพื้นที่ของตนอย่างใกล้ชิด พร้อมกับบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายอ่าง รวมทั้งให้บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบระบบอาคารชลประทาน ให้สามารถใช้การได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมไปถึงการจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ ให้มีความพร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หรือหากท่านใดต้องการความช่วยเหลือ สามารถประสานไปยังโครงการชลประทานในพื้นที่ของตนได้ตลอดเวลา

