นายลิว ดึก แข็ง กรรมการผู้จัดการสายการบินเวียตเจ็ท ในนามของคณะกรรมการฝ่ายบริหาร เปิดเผยว่าในปี 2560 หรือปี 2017 ที่ผ่านมา บริษัทประสบความสำเร็จทุกด้าน ประกอบด้วยการรับมอบเครื่องบินใหม่ 17 ลำ หนึ่งในนั้นเป็นเครื่องบินแอร์บัส A321 Neo ลำแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และด้วยการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ทำให้เวียตเจ็ทครองต้นทุนการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในธุรกิจการบินของภูมิภาค และมีอัตราความน่าเชื่อถือทางเทคนิคสูงถึง 99.66% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของฝูงบินรุ่นแอร์บัส A320/321 ด้วยการขยายเส้นทางบินภายในประเทศเวียดนาม รวมถึงจุดหมายปลายทางอื่น ๆ ในแถบเอเชียเหนือ ทำให้เวียตเจ็ทเป็นผู้ดำเนินงาน 38 เส้นทางบินภายในประเทศเวียดนามและ 44 เส้นทางบินระหว่างประเทศ เชื่อมโยงสู่มหานครและเมืองใหญ่ที่มีประชากรมากกว่าครึ่งของโลก สายการบินให้บริการเที่ยวบินอย่างปลอดภัยแล้วกว่า 98,805 เที่ยวบิน ด้วยจำนวนผู้โดยสารราว 17.11 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2016 ราว 22%
นายลิว ดึก แข็ง กล่าวว่า อย่างไรก็ตามนอกจากจำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินเช่าเหมาลำระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น จำนวนเที่ยวบินก็มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างสัมพันธ์กัน ทำให้เวียตเจ็ทสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างดี โดยงบการเงินรวมที่ผ่านการตรวจสอบบัญชีของปี 2017 ระบุว่าเวียตเจ็ทมีรายได้ 42,303 พันล้านดอง (58.75 พันล้านบาท) โดยมีผลกำไรหลังหักภาษีที่ 5,073 พันล้านดอง (7.04 พันล้านบาท) โดยมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นจากปี 2016 ที่ 54% และ 73% ตามลำดับ กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 11,356 ดอง (15.76 บาท) อย่างไรก็ตามจากผลการดำเนินธุรกิจที่เป็นบวก ทำให้คณะกรรมการบริษัทได้ยื่นเรื่องและได้รับอนุมัติจากบรรดาผู้ถือหุ้นให้เพิ่มการจ่ายปันผลของปี 2017 จาก 50% เป็น 60% ซึ่งบริษัทจะจ่ายล่วงหน้าเป็นเงินปันผล 30% และจะจ่ายเงินปันผลอีก 10% ในวันที่ 25 พฤษภาคม โดยอีก 20% จะจ่ายเป็นหุ้นปันผล
นายลิว ดึก แข็ง กล่าวว่า สำหรับปี 2018 บริษัทตั้งเป้ารายได้อยู่ที่ 50,970 พันล้านดอง (70.74 พันล้านบาท) และกำไร 5,800 พันล้านดอง (8.05 พันบ้านบาท) โดยรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ที่ 20.5% และ 10% ตามลำดับ โดยคณะกรรมการบริษัทได้ยื่นเรื่องและได้รับอนุมัติจากบรรดาผู้ถือหุ้นให้เพิ่มการจ่ายปันผลของปี 2018 อยู่ที่ 50%

