หน้าแรก เศรษฐกิจ ตีกรอบโฆษณาผล...

ตีกรอบโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร-เครื่องสำอาง สุ่มเสี่ยง งดเผยแพร่ทันที

4.05.18 | 13:19 น.

 

หมายเหตุ – ผลการประชุมร่วมระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

(กสทช.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์  เพื่อหาแนวทางระงับการออกอากาศผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางที่ไม่ผ่านอย. และไม่ได้รับอนุญาตโฆษณาออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์

รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข

Advertisement

กระทรวงสาธารณสุขเห็นความสำคัญในการที่จะตรวจสอบโฆษณาเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งการแก้ไขปัญหาที่ได้ผลดีที่สุดคือการแก้ไขที่ต้นทาง ไม่ให้มีโฆษณาเผยแพร่ผ่านสื่อออกมาหลอกลวงผู้บริโภค ความร่วมมือระหว่างอย.และกสทช. ในการดำเนินการครั้งนี้ จะเป็นผลดีที่ทำให้สามารถกลั่นกรองโฆษณาได้ตั้งแต่ต้น ทำให้การคุ้มครองผู้บริโภคมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงในการรับข่าวสารโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางที่ฝ่าฝืนกฎหมายทางวิทยุและโทรทัศน์ เนื่องจากผลของข่าวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการตรวจสอบอยู่ ณ เวลานี้ เป็นการโฆษณาทางโซเชียลมีเดีย ดังนั้น เพื่อให้การกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพครอบคลุมทั้งในสื่อวิทยุและโทรทัศน์ไปในขณะเดียวกัน จึงเป็นที่มาของการร่วมมือกันในครั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขห่วงใยประชาชนในการบริโภคสินค้า เรื่องการดูแลสุขภาพมีช่องทางง่ายๆ ที่สามารถทำได้คือการออกกำลังกาย การบริโภคอาหารที่ปลอดภัย ฉะนั้นเรื่องการบริโภคอาหารเสริม หรือว่ายานั้น มันสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาซึ่งอาจจะไม่จำเป็นถ้าเราดูแลสุขภาพได้ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ฐากร ตัณฑสิทธิ์

เลขาธิการกสทช.

ปัจจุบันกระบวนการทำงานตรวจสอบเนื้อหาโฆษณาที่มีเนื้อหาสาระในลักษณะจูงใจให้ผู้บริโภคเลือกใช้บริการหรือสินค้าโดยหลอกลวง  หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับบริการหรือสินค้า จะต้องนำเนื้อหาเข้าสู่คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ที่มีพล.ท.ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการกสทช. เป็นประธาน

เมื่อพบว่ามีโฆษณาผิดกฎหมายหรือการโฆษณาเกินจริง สำนักงานกสทช.จะมีการสอบถามไปยังอย. โดยอย.จะตรวจสอบก่อนส่งเรื่องกลับมาที่สำนักงานกสทช. รวมระยะเวลากระบวนการจะใช้เวลา 45-60 วัน จึงสามารถยุติการออกอากาศได้ แต่หลังจากนี้ สำนักงานกสทช. และอย.จะเร่งรัดการยุติการออกอากาศโฆษณาทันที เป็นการลดขั้นตอนเพื่อไม่ให้ส่งผลต่อประชาชน

ฐากร ตัณฑสิทธิ์

จากนี้สำนักงานกสทช.และอย.จะทำงานร่วมกัน โดยจะมีเจ้าหน้าที่จากอย. มาประจำการที่ศูนย์ตรวจสอบเนื้อหาวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์(โซเชียลมีเดีย) ที่ผิดกฎหมาย ที่สำนักงานกสทช. เพื่อตรวจสอบโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางที่ไม่ผ่านอย. และไม่ได้รับอนุญาตโฆษณาผ่านสถานีโทรทัศน์ หากพบว่ามีโฆษณาใดที่ผิดกฎหมายอย. จะทำหนังสือแจ้งมาเพื่อให้เลขาธิการกสทช. มีคำสั่งระงับโฆษณานั้นเป็นการชั่วคราว แล้วส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาการกระทำอันเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคของคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ และกสทช.ตามลำดับ จนกว่าผลการพิจารณาจะเป็นข้อยุติ หากมีการฝ่าฝืนจะมีโทษปรับตามประกาศกสทช. เรื่องการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2555 ข้อ 5(2) ที่ระบุว่า การออกอากาศรายการหรือการโฆษณาที่มีเนื้อหาสาระในลักษณะเป็นการจูงใจให้ผู้บริโภคเลือกใช้บริการหรือสินค้าโดยหลอกลวง หรือกระทำให้เกิดความเข้าใจผิดใน

สาระสำคัญเกี่ยวกับบริการหรือสินค้านั้น หรือโดยการใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือข้อมูลอันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริง จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท และหากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับวันละ 100,000 บาท

ทั้งนี้ ขั้นตอนการดูแล คือ 1.อย.จะส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 6 คน เข้าประจำการที่ศูนย์ตรวจสอบเนื้อหาวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ ที่ผิดกฎหมาย ที่สำนักงานกสทช. เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบโฆษณา โดยจะตรวจสอบแบบหมุนเวียนครั้งละ 7-10 ช่อง อาทิ โฆษณาในระบบโทรทัศน์ ดาวเทียม/เคเบิล วิทยุชุมชน และโฆษณาที่ปรากฏอยู่สื่อออนไลน์ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม เป็นต้นไป ภายใต้กรอบระยะเวลาการนำร่อง 90 วัน

2.จะมีการร่วมกันวิเคราะห์และถ่ายทอดเทคโนโลยีในการวิเคราะห์ข้อมูลนี้ หากพบเห็นการออกอากาศรายการ ทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ วิทยุชุมชนหรือช่องทางอื่น เข้าข่ายลักษณะความผิด คือมีการหลอกลวง เกินจริง หรือเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย ทางเจ้าหน้าที่ที่ตรวจพิสูจน์จะทำหนังสือแจ้งมายังกสทช. ทันที

3.เมื่อกสทช.ได้รับหนังสือ โดยเลขาธิการกสทช.จะออกคำสั่งให้ระงับการกระทำเป็นการชั่วคราวในวันนั้นทันที ด้วยกระบวนการเช่นนี้ จะลัดขั้นตอนจากปกติ ฉะนั้นความเสียหายจากการโฆษณาที่เกินจริง หรือผิดกฎหมายต่างๆ จะถูกระงับลงอย่างรวดเร็ว

4.เมื่อเสร็จกระบวนดังกล่าวแล้ว หากสื่อนั้นยังไม่ระงับการเผยแพร่โฆษณาที่ผิดกฎหมาย เรื่องจะกลับมายังสำนักงานกสทช. เพื่อเข้าสู่คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์

5.เรื่องเพิ่มเติม คือสิ่งที่กสทช. กำกับดูแลอยู่ คือ การกำกับดูแลเฉพาะสื่อ แต่องค์ประกอบของการโฆษณา หากพบว่ามีผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมายบ้างชนิด มีข้อน่าสังเกตว่าผู้ดำเนินรายการ ผู้ร่วมรายการ หรือโฆษก มีลักษณะค่อนข้างที่จะเสมือนหนึ่งร่วมกันกระทำความผิด หลอกลวงประชาชน ทางอย.จะไปดำเนินการต่อ

นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์

เลขาธิการ อย.

นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์

อย.เห็นความสำคัญในการปรับลดขั้นตอนกระบวนการทำงานจากเดิม ซึ่งมีการทำงานร่วมกันอยู่แล้วระหว่างสำนักงานกสทช. และกระทรวงสาธารณสุข โดยกระบวนการใหม่จะร่วมกันพิจารณาเนื้อหาการโฆษณาที่ออกอากาศให้ทันต่อสถานการณ์มากขึ้น และการร่วมกันพิจารณา จะเป็นการลดขั้นตอนในกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งในส่วนของสำนักงานกสทช. และกระทรวงสาธารณสุขด้วย ดังนั้น จึงขอให้ทางผู้ประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ รวมถึงผู้จะว่าจ้างลงโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางในทางวิทยุและโทรทัศน์ โปรดตรวจสอบเนื้อหา รวมถึงต้องนำเนื้อหาการออกอากาศ มาขออนุญาตตามกฎหมายที่อย. และสสจ. กำกับดูแลอยู่ ให้ถูกต้อง เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคต่อไป

กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่พบปัญหามากที่สุด มีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องสำอาง ที่มีการโฆษณาในลักษณะสื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าสามารถรักษาโรคได้ ขณะที่สื่อที่ปล่อยให้มีการโฆษณาหลอกลวงก็ยังมีอยู่  ซึ่งอย.ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภค และที่ผ่านมาขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ ก็เป็นไปด้วยความล่าช้า จึงได้มีการหารือร่วมกันเพื่อมีหาแนวทางระงับยับยั้งการโฆษณาที่ส่อไปในทางหลอกลวงผู้บริโภค

ขอย้ำเตือนมายังผู้บริโภค ไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง อ้างรักษาได้สารพัดโรค ขอให้ผู้บริโภคระลึกไว้เสมอว่าอาหารไม่ใช่ยา ไม่สามารถช่วยบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรคได้ เพราะนอกจากจะสิ้นเปลืองเงินแล้วยังอาจได้รับอันตรายจากการปนเปื้อนยา หรือสารอันตรายที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ได้ ส่วนเครื่องสำอางมีวัตถุประสงค์เพื่อความสะอาดและสวยงามเท่านั้น  ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างของร่างกายได้ จึงขอเตือนผู้บริโภคอย่าได้หลงเชื่อสรรพคุณที่อวดอ้าง เกินความจริงทางสื่อต่างๆ นอกจากจะเสียเงินโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังอาจได้รับอันตรายโดยคาดไม่ถึง

หากผู้บริโภคพบเห็นการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย สามารถร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน อย.1556, อีเมล์ [email protected] หรือเดินทางมาร้องเรียนด้วยตนเองที่ศูนย์ศรป.อย. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ หรือสายด่วนกสทช. 1200

สังคมไทยในวันนี้  เศรษฐกิจมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก หากเทียบกับระหว่างเมื่อ 20 ปีก่อนที่มีการอนุมัติผลิตภัณฑ์ประมาณ 10,000 รายการ กับช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนประมาณ 100,000-200,000 รายการต่อปี อย่างไรก็ดี หากจะให้เป็นหน้าที่ของภาครัฐเพียงอย่างเดียวคงจะไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง เหมือนในอดีตที่สามารถดูแลและควบคุมได้ จึงอยากขอความ

ร่วมมือจากเครือข่ายสังคม และเครือข่ายผู้บริโภค รวมถึงสื่อมวลชนช่วยการจัดการกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะได้ผลลัพธ์ดีที่สุด  และจะใช้งบประมาณภาครัฐน้อยที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะมีการเพิ่มเจ้าหน้าที่อย.มากแค่ไหน โดยส่วนตัวก็คิดว่าสามารถจัดการปัญหาได้ในระดับหนึ่ง และหากเกิดการร่วมมือกันจะทำให้สังคมมีความน่าอยู่ และถือว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด ทั้งนี้ ปัญหาต่างๆ ที่ผ่านมา ทุกคนมักจะเรียกร้องให้ภาครัฐให้เข้ามาจัดการเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) มีมติที่ประชุม เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2561 ที่มีหนังสือแจ้งเตือนไปยังสถานีโทรทัศน์ทุกช่องให้ระงับการออกอากาศโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คอร์ดี้ พลัส และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลินจือโกะ เนื่องจากเนื้อหาโฆษณาที่มีการเผยแพร่อยู่ในปัจจุบันเป็นเนื้อหาที่มีการโฆษณาเกินจริง ว่ามีผลในการป้องกันและรักษาโรค ซึ่งตามข้อเท็จจริงสำนักงานอาหารและยา(อย.) ได้กำหนดให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจัดเป็นอาหารไม่ใช่ยา จึงไม่มีสรรพคุณในการป้องกันบำบัดหรือรักษาโรค และเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคที่มีสุขภาพร่างกายปกติ ไม่ใช่ผู้ป่วย

นอกจากนี้การโฆษณาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตจากอย. เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับอนุญาตเป็นอาหาร ซึ่งกำหนดให้ต้องมีคำเตือนในฉลากของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารว่า ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรคŽ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับฉลาก และประกาศกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เข้าข่ายเป็นการโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารทางวิทยุโทรทัศน์อันเป็นเท็จหรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 40 และมาตรา 41 แห่งพ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522

จึงเป็นการทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าว เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ตามความในข้อ 5(2) ของประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องการกระทำที่เป็นการ

เอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2555