นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในงานสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “เศรษฐกิจก้าวไกลแบบไทยเท่” จัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่า รายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็น 20% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) และหากรวมรายได้จากภาคบริการทั้งหมด คิดเป็น 50% ของจีดีพี เพราะฉะนั้นภาคการท่องเที่ยวเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต แต่จะทำอย่างไรให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้นั้น จะต้องกระจายรายได้ให้ลงไปสู่ชุมชนมากขึ้น โดยการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการท่องเที่ยวในท้องถิ่น ผ่านนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรองของภาครัฐ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจแบบไทยเท่ ซึ่งทางหอการค้าได้วางโร้ดแม็ปไว้ 2 ระยะ ได้แก่ 1.คนไทยเที่ยวเท่แบบมีวัฒนธรรม พัฒนาสินค้าและบริการผ่านวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น และ 2.ต่างชาติก็ไทยเท่ พัฒนาสินค้าในระดับอินเตอร์ ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายในไทยมากขึ้น ผ่านการประชาสัมพันธ์ของนักเที่ยวต่างชาติ เฉลี่ยต่อปีไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน ซึ่งในปี้นี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 37 ล้านคน สร้างรายได้รวมประมาณ 3 ล้านล้านบาท
“ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น มีรายได้จากภาคบริการคิดเป็น 70-80% ของจีดีพี ขณะที่ไทยมีรายได้จากภาคบริการรวม 50% ของจีดีพี ดังนั้นจะต้องพัฒนาบริการท่องเที่ยวให้มากขึ้น ด้วยการกระจายรายได้ให้กับชุมชน โดยเฉพาะในเมืองรองทั้ง 55 จังหวัด” นายกลินท์กล่าว
นายกลินท์กล่าวว่า ปัญหาอย่างหนึ่งของสถานที่ท่องเที่ยวคือ ความสะอาดของห้องน้ำ รวมถึงจำนวนห้องน้ำที่อาจจะไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นทางหอการค้าไทยจึงร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชน จัดโครงการห้องสุขสโมสร เพื่อปรับปรุงและพัฒนาสุขาสำหรับแหล่งท่องเที่ยวสาธารณะ โดยดึงชุมชนรอบๆ เข้ามามีส่วนร่วม เช่น มีแบบให้ชาวบ้านก่อสร้าง การดูแลความสะอาด ตลอดจนการนำสินค้าชุมชนเข้ามาวางจำหน่าย เพื่อสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นมากขึ้น

