ดูจะผิดปกติ เพราะขณะที่ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ประกาศนโยบายเดินหน้าเต็มพิกัด ให้ไทยเข้าร่วมภาคีข้อตกลงความครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนการค้าภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership) หรือ ซีพีทีพีพี
เพราะมองว่า ซีพีทีพีพี ประกอบด้วย ออสเตรเลีย, บรูไน, แคนาดา, ชิลี, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, เม็กซิโก, นิวซีแลนด์, เปรู, สิงคโปร์ และเวียดนาม มีขนาดเศรษฐกิจรวมกัน คิดเป็นสัดส่วน 13.5% ของผลผลิตมวลรวมทั้งโลก และมีประชากรรวมกัน 500 ล้านคน ซึ่งขนาดใหญ่กว่าสหภาพยุโรป และจะมีส่วนเอื้อประโยชน์ต่อการค้าทั้งในการค้าสินค้าและค้าบริการของไทย
จึงมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ ไปหารือกับประเทศสมาชิกซีพีทีพีพี 11 ประเทศ เพื่อขอเสียงสนับสนุนล่วงหน้าในการให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก พร้อมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่ประเทศไทย มีความกังวลหรือมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ แล้วต้องสะสางล่วงหน้า
ที่ผ่านมา ทุกเวทีที่ไทยจะเปิดเจรจาเปิดเสรี ผู้เกี่ยวข้องบางส่วนจะออกแสดงความวิตกกังวลถึงข้อจำกัดและผลเสียต่ออุตสาหกรรมในประเทศ หลักๆคือความตกลงเรื่องการเกษตร เรื่องการคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญา ความเสียเปรียบเรื่องเทคโนโลยีและการใช้ระบบดิจิทัลในการผลิตและบริหารจัดการของไทย รวมถึงสินค้าอ่อนไหวต้องห้ามที่ไทยไม่พร้อมเปิดเสรีให้ต่างชาติเข้ามาค้าขายได้ง่ายๆ เป็นต้น
โดยรองนายกฯสมคิด กำชับทุกอย่าง ต้องเกิดขึ้นภายในปี2561 และต้องทันพอดีกับประเทศสมาชิกซีพีทีพีพี จะลงสัตยาบัตรไม่เกินต้นปี 2562
แต่กลับสวนทาง กับภาคธุรกิจ นำโดย 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของภาคส่งออกไทย แม้จะยังออกเสียง”เห็นด้วย” แต่หลังไมค์ น้ำเสียง”ไม่ตื่นตัวเท่าที่ควร” เหมือนครั้งแรก เมื่อสหรัฐฯ ยังเป็นตัวตั้งตัวตีในการผลักดันให้เกิดข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกหรือทีพีพี ที่ภายหลังโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นเป็นผู้นำสหรัฐฯ ประกาศถอนตัว ส่งผลให้มีการปรับปรุงความตกลงฉบับใหม่ และเปลี่ยนชื่อเป็นซีพีทีพีพี
ทำให้หลายเสียงกังขาถึงความคุ้มค่าที่ได้จากกรอบซีพีทีพีพี หรือ แค่เสมอตัว กับการได้ชื่อเพียงไม่ตกขบวน โดยชี้ถึงตัวแปรที่ยังไม่ชัดเจนต่างๆ จนมีการชะลอการเคลื่อนไหว รอดูท่าที
ตัวแปรตั้งแต่ เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ ยืนกรานที่จะจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีแบบสองฝ่าย(ทวิภาคี) โดยเจรจาต่อรองกำหนดกฎกติกากับคู่ค้าเป็นรายประเทศ ที่ดูเหมือนผู้นำสหรัฐฯจะโฟกัสจับคู่กับประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจโลก รวมถึงญี่ปุ่น ที่กำลังเป็นหัวแรงสำคัญในการผลักดันซีพีทีพีพี และเดินสายชวนประเทศต่างๆเข้าเป็นสมาชิก ไทยก็คือเป้าหมายในนั้นด้วย ญี่ปุ่นหวังกดดันสหรัฐฯคิดใหม่หันมาร่วมอีกครั้ง จะเกิดขึ้นจริงหรือ
และเมื่อสหรัฐฯถอนตัว ได้เกิดความลังเลทันทีต่อหลายประเทศสมาชิกเองและประเทศที่เล็งจะเข้าเป็นสมาชิก ทำให้กรอบซีพีทีพีพี ลดความน่าสนใจแล้วจริงหรือ
อีกทั้ง ประเทศสมาชิกในซีพีทีพีพี กว่าครึ่ง เป็นคู่ค้าเปิดเสรีการค้า(เอฟทีเอ)กับไทยอยู่แล้ว และไทยกำลังเตรียมศึกษาเปิดเจรจากันต่อไป รวมถึงสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป(อียู) ซึ่ง 2 ประเทศหลังมีอิทธิพลต่อการส่งออกไทยเกือบ 40%
ส่วนที่เปิดเสรีกันแล้ว พบว่า การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้กรอบความตกลงเอฟทีเอยังไม่เต็มร้อย จากตัวเลขสถิติของกรมการค้าต่างประเทศ ที่ไทยทำข้อตกลงไว้ 11 ความตกลง เอกชนใช้สิทธิฯรวมแค่ 70-72% และหลายประเทศยังมีอัตราขยายตัวการใช้สิทธิน้อย ที่รัฐยังสามารถผลักดันได้อีก เช่น อินเดีย อาเซียน รวมถึงญี่ปุ่นเองด้วย
และลึกๆแล้ว เอกชนยังต้องลุ้นถึงกรอบความชัดเจนการเลือกตั้งในไทย
ที่มักมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย
โดย นวลนิตย์ บัวด้วง

