เดิมพันชิงแหล่งก๊าซยุค ‘ศิริ’ž เรียกศรัทธาเอกชนเชื่อมือรัฐบาล

7.05.18 | 13:30 น.

ใกล้สำเร็จขึ้นทุกทีกับภารกิจประมูลยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจ ในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61 และ G2/61 ตามทีโออาร์การเปิดประมูลภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2559 จนวันนี้ นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทั้งลากทั้งเข็นกว่าจะเข้าสู่กระบวนการเปิดประมูลได้

รัฐลุยประมูล2แหล่งปิโตรเลียม
การวางเงื่อนเวลา กำหนดให้วันที่ 26 เมษายน บริษัทที่สนใจสามารถเข้ามารับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประมูล ณ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ หรือใช้วิธีพรินต์เอกสารการประมูลผ่านช่องทางออนไลน์ จากนั้นวันที่ 4 พฤษภาคม จะให้เอกชนที่รับเอกสารยื่นแบบฟอร์มแสดงความจำนงในการเข้าร่วมพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น และต่อด้วยการยื่นหลักฐานแสดงคุณสมบัติเบื้องต้นในวันที่ 15-16 พฤษภาคม 2561 ซึ่งจะแจ้งผลการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นในวันที่ 28 พฤษภาคม 2561
เมื่อผู้เข้าร่วมประมูลที่ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นแล้วสามารถยื่นเอกสารแสดงเจตจำนงในการเข้าถึงข้อมูลได้ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม-1 มิถุนายน 2561 จากนั้นสามารถเข้าศึกษาข้อมูลในพื้นที่แปลงสำรวจในทะเล
อ่าวไทยทั้ง 2 แหล่งได้ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน-21 กันยายน 2561 ค่าเข้าร่วมการประมูลเพื่อขอดูหลักเกณฑ์ 7 ล้านบาทต่อ 1 แหล่ง
หลังจากนั้น ผู้เข้าร่วมประมูลจะต้องยื่นคำขอสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พร้อมเอกสารแสดงคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม 2514 รวมทั้งแผนการดำเนินงาน งบประมาณการลงทุน ข้อเสนอทางด้านเทคนิคและผลประโยชน์ตอบแทนรัฐที่จัดทำตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในทีโออาร์ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตต่อกรม ในวันที่ 25 กันยายน 2561 คิดค่าธรรมเนียมคำขอข้อเสนอ 50,000 บาท และหลักประกันคำขอ 3 ล้านบาท รวมค่าใช้จ่ายในการเข้าประมูล10 ล้านบาท

5รายรับเอกสารกรมเชื้อฯ
จากเงื่อนเวลาดังกล่าว เมื่อวันที่ 26 เมษายน ได้มีเอกชน 5 รายแสดงตัวชัดเจนเข้ารับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประมูล ณ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จำนวน 5 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม จำกัด
นำโดยนายนาเซอร์ อัล ฮัจร์ ประธานกรรมการบริหารอาวุโส 2.บริษัท เชฟรอนประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด นำโดยนายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร 3.บริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นำโดยนายมิโนรุ โฟกุดา กรรมการผู้จัดการและผู้จัดการทั่วไป สำนักงานกรุงเทพฯ 4.บริษัท โททาลอี แอนด์ พี ไทยแลนด์ จำกัด นำโดยนายพาสคาลลาโรซ ประธานภูมิภาคและผู้จัดการทั่วไป 5.บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) นำโดยนายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ

เอกชนถือฤกษ์ยื่นพีคิวคึกคัก
ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม วันที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเปิดให้เอกชนเข้ายื่นแบบฟอร์มแสดงความจำนงลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น (พีคิว) มีเอกชนสนใจหลายรายเช่นเดิม อาทิ ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ. ถือฤกษ์เวลา 09.09 น. เป็นรายแรกยื่นแบบฟอร์ม ตามด้วย เชฟรอน ยื่น 09.29 น.และมูบาดาลา ประเทศไทย ยื่นเวลา 10.45 น. โดยทั้ง3 รายได้ยื่นเจตจำนงเข้าร่วมพิจารณาคุณสมบัติทั้ง 2 แหล่ง คือ บงกชและเอราวัณ
หลังจากนั้นในช่วงบ่ายมีเอกชนเข้ายื่นเจตจำนงขอเข้าระบบพีคิวอีก 3 ราย ได้แก่ บริษัท โททาล อี แอนด์ พี ไทยแลนด์ จำกัด บริษัท โอเอ็มวี แอคเทียนวีเซลสคาฟท และกิจการร่วมค้าพลังงานสะอาด 101 ร่วมกับบริษัท ไห่เฉิน ปิโตรเลียม แมชชีนเนอรี่ และบริษัท อัล จาเบอร์ กรุ๊ป
นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหารเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต กล่าวว่า ด้วยประสบการณ์การผลิตก๊าซในไทยมากว่า 30 ปี และมีเทคโนโลยีทั่วโลกและที่สำคัญยังเป็นผู้ดำเนินการหลักในแหล่งเอราวัณอยู่แล้ว จึงมั่นใจว่าจะชนะการประมูลแน่นอน โดยเชฟรอนมีความมุ่งมั่นที่จะลงทุนในไทย อย่างไรก็ตาม หากไม่ชนะประมูลจะยังลงทุนต่อไป เนื่องจากยังมีแหล่งอื่นๆ ที่มีสัญญาผลิตต่อเนื่อง
แม้เงื่อนไขการประมูลจะท้าทายแต่มั่นใจในประสบการณ์ ส่วนจะยื่นประมูลทั้ง 2 แปลงหรือไม่ และจะร่วมทุนกับรายใด ยังมีเวลาตัดสินใจก่อนที่จะยื่นข้อเสนอ 25 กันยายนนี้ สำหรับเงื่อนไขสำคัญที่ต้องมีเงินทุนหมุนเวียนแหล่งเอราวัณ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และบงกช 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ บริษัทแม่เชฟรอน สหรัฐพร้อมสนับสนุนแน่นอนŽ นายไพโรจน์ระบุ

มูบาดาลาžย้ำซีเรียสมาก
นายราเชด อัล บลูชิ กรรมการผู้จัดการมูบาดาลา ประเทศไทย เครือมูบาดาลา ปิโตรเลียมในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี ผู้เล่นรายใหม่แต่เก๋าประสบการณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า บริษัทแม่ของมูบาดาลา เป็นบริษัทกองทุนเชิงกลยุทธ์ของยูเออี ซึ่งมีรัฐบาลอาบูดาบีถือหุ้นทั้งหมด มีประสบการณ์ลงทุนทั่วโลก และมีความเข้มแข็งทางด้านการเงิน จึงมั่นใจว่าจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการแข่งขันประมูลครั้งนี้ แต่จะยื่นประมูลร่วมกับรายอื่นหรือไม่นั้น ขอศึกษาข้อมูลทั้งหมดเสียก่อน โดยปัจจุบัน บริษัทมีกำลังผลิตน้ำมันดิบในไทยประมาณ 3 หมื่นบาร์เรลต่อวัน ใน 3 แหล่ง ประกอบด้วย แหล่งมโนราห์ แหล่งนงเยาว์ และแหล่งจัสมิน
บริษัทจะยื่นประมูลทั้งบงกช และเอราวัณ หรือจะร่วมประมูลกับใครนั้น ขอเวลาศึกษาข้อมูลทีโออาร์ รวมถึงข้อมูลรวมทั้งหมดเสียก่อน โดยบริษัทซีเรียสกับการประมูลครั้งนี้Ž นายราเชดกล่าวย้ำ

Advertisement

สร้างรายได้ประเทศ2.1ล้านล.
ภายหลังการยื่นพีคิวของเอกชน นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ให้ความเห็นว่า การที่รายใหญ่ 3 ราย เข้ามายื่นเจตจำนงทั้ง 2 แหล่ง แสดงให้เห็นว่าไม่ได้ยึดติดเฉพาะแหล่งที่ตนเป็น
โอเปอเรเตอร์ โดยการลงทุนทั้ง 2 แหล่งนี้ คาดว่าจะทำให้เงินลงทุนใน 10 ปี หลังจากหมดอายุสัมปทานในปี 2565-2566 จะมีเม็ดเงินรวม 1.2 ล้านล้านบาท สร้างรายได้แก่ประเทศ 2.1 ล้านล้านบาท สร้างกำไร 9 แสนล้านบาท ในส่วนนี้คาดว่าจะเป็นรายได้ของรัฐไม่ต่ำกว่า 7 แสนล้านบาท
และที่สำคัญเงื่อนไขการประมูลที่กำหนดกำลังผลิตขั้นต่ำ 10 ปี การให้น้ำหนัก 65% จากการพิจารณาราคาก๊าซที่ไม่สูงเกินจากราคาปัจจุบัน ยังทำให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานและต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำ เป็นผลดีต่อประชาชน

เอกชนไม่เชื่อรัฐทำสำเร็จ
แม้ภาพรวมจะดูราบรื่น แต่ด้วยประสบการณ์ที่รัฐถูกกลุ่มต้านเตะตัดขาบ่อยครั้ง ตัวแทนภาคเอกชนอย่างนายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จึงเห็นว่า แม้ปัจจุบันภาครัฐจะเดินหน้าเปิดประมูลปิโตรเลียม 2 แหล่งที่จะหมดอายุ ปี 2565-2566 คือ บงกช และเอราวัณ ด้วยระบบแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) โดยวางกรอบได้ผู้ชนะประมูลเดือนธันวาคมปีนี้และเซ็นสัญญาเดินหน้าเดือนกุมภาพันธ์ 2562 แต่ส่วนตัวเชื่อว่ากระบวนการดังกล่าวจะไม่ราบรื่น เพราะไม่มีความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ อย่างขั้นตอนที่ผ่านมามีความล่าช้า แม้กำหนดขั้นตอนต่างๆ ชัดเจนแต่ก็เลื่อนมาตลอดหลายปียังเชื่อว่าจะมีการประท้วงของกลุ่มต้านเกิดขึ้นอีก และรัฐเองมีโอกาสที่จะถอย เพราะศรัทธาไม่มา ขอท้าว่าเรื่องนี้จะสะดุดลงอีกแน่นอนŽ รองประธาน ส.อ.ท.แสดงความกังวล
นายบวรยังชี้ว่า แม้จะเซ็นสัญญาตามกรอบแต่ผลจากการที่เลื่อนจนเหลือเวลาผลิตเพียง 3 ปี ก็อาจไม่ทันการ ดังนั้นทางออกสำคัญคือ ผู้ลงทุนเดิมอย่าง บริษัท ปตท.ผลิตและสำรวจปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กับบริษัท เชฟรอนประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด ควรชนะการประมูล เพราะมีประสบการณ์ อย่ามองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ ต้องมองว่าการสำรวจแหล่งก๊าซแต่ละบริษัทจะมีการขุดเจาะต่างกันตามเทคนิคและสภาพพื้นที่ หากได้รายเดิมที่มีความชำนาญแล้วจะผลิตต่อได้ทันที เพราะแหล่งก๊าซจะหมดอายุปี 2565-2566 นี้ หากสามารถเซ็นสัญญาเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จะมีเวลาดำเนินการแค่ 3 ปี ซึ่งปกติการลงทุนธุรกิจนี้รายใหม่จะใช้เวลาสำรวจ 3 ปี สำหรับประเทศไทยอาจไม่ทันการ เพราะต้องเดินหน้าผลิตทันที

หวั่นศก.เสียหายกระทบอีอีซี
นอกจากนี้ ผลกระทบจากการเลื่อนผลิตก๊าซของ2 แหล่งทำให้ประเทศเสียโอกาสจากการจัดเก็บค่าภาคหลวง และมีโอกาสทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นประมาณ 18 สตางค์ต่อหน่วย กระทบต่อความเป็นอยู่ประชาชน หากปริมาณก๊าซจาก 2 แหล่งหายไป จะเท่ากับโรงไฟฟ้า 2 โรง จำนวน 1,200 เมกะวัตต์ กระทบต่อแผนพัฒนาประเทศของรัฐบาลที่จะพาคนไทยก้าวพ้นความยากจนในปี 2575 กระทบกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั้งระบบ อาจกระทบต่อผู้ผลิตขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) มากประมาณ 1,000 ราย เพราะจะไม่มีวัตถุดิบในประเทศ ต้องนำเข้ามาแทนรวมความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 4.5 แสนล้านบาท
จากนโยบายรัฐบาลที่กำลังเดินหน้าโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ใน 3 จังหวัด ประกอบด้วย ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ที่จะมุ่งสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (เอสเคิร์ฟ) หากไม่มีพลังงานที่เพียงพอ ไฟฟ้าราคาแพง เอสเคิร์ฟเกิดลำบาก อีอีซีจะไม่มีทางเกิดหรือหากเกิดขึ้นก็จะมีปัญหาตามมา ไม่ประสบความสำเร็จŽ นายบวรกล่าว

นักวิชาการวอนรัฐโฟกัสต่อเนื่อง
ขณะที่นักวิชาการอย่าง นายฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ ผู้อำนวยการหลักสูตรสหสาขาวิชาเทคโนโลยีและการจัดการพลังงาน บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า สิ่งสำคัญที่รัฐควรโฟกัสคือ ความสม่ำเสมอในการผลิตปิโตรเลียม กรณีรัฐไม่สามารถต่ออายุแหล่งปิโตรเลียมได้ตามแผน และผู้ประกอบการในประเทศไทยหยุดผลิตปิโตรทุกแหล่งในประเทศไทยจะทำให้ราคาก๊าซสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 90 สตางค์ต่อหน่วย ด้าน นายภูวดล สุนทรวิภาต ตัวแทนผู้ประกอบการด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย กังวลผลกระทบความล่าช้าของการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียม ว่า จะทำให้บุคลากรหายไปจากธุรกิจปิโตรเลียมของไทยเป็นจำนวนมาก เมื่อคนหายก็เดินต่อยาก ไม่มีใครรู้เลยว่าความน่าเชื่อถือจะกลับมาเมื่อไร

คาดประมูลแหล่งก๊าซเอื้อรายเดิม
ด้าน นายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน แสดงความเห็นหลังพิจารณาร่างทีโออาร์และหลักเกณฑ์คุณสมบัติของผู้เข้าประมูลแหล่งปิโตรเลียมที่ออกมา ว่า อาจจะเอื้อประโยชน์ให้รายเก่า เนื่องจากรายเก่ามีความรู้ความเข้าใจในแหล่งที่ทำอยู่แล้ว และมีประสบการณ์มากกว่ารายที่ไม่เคยดำเนินการในแหล่ง
ดังกล่าวมาก่อน ซึ่งหากรายใหม่ต้องการที่จะชนะการแข่งขันจะต้องเสนอผลประโยชน์ที่เป็นประโยชน์กับรัฐมากที่สุดเป็นปกติที่ทีโออาร์จะต้องเอื้อประโยชน์ให้รายเดิม ไม่ใช่การล็อกสเปก แต่หมายความว่าคนลงทุนเดิมที่เคยทำงานนี้อยู่ประจำจะมีความรู้มากกว่าคนที่ไม่เคยทำงานนี้ แล้วยิ่งเป็นแหล่งที่เขาทำอยู่แล้วก็จะยิ่งชำนาญ รู้ว่าตรงไหนเป็นอะไร แต่สิ่งสำคัญไม่ว่าใครจะได้ก็ขอให้ทำได้ตามทีโออาร์ เพราะหมายถึงผลประโยชน์จะตกกับประเทศแน่นอนŽ นายมนูญกล่าว

รสนาžซัดสัมปทานจำแลง
ฟากเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.)คู่ค้านรัฐบาลอย่าง น.ส.รสนา โตสิตระกูล มองว่า การออกทีโออาร์ใหม่ถือว่าเป็นการล็อกสเปกเพื่อเอื้อประโยชน์ผู้ประกอบการรายเดิม ซึ่งการที่ไม่ให้รายใหม่เข้ามาในพื้นที่ และอ้างว่ารายเก่ายังถือสัญญาที่เป็นสัมปทานอยู่ ทำให้ความรู้ความเข้าใจในแหล่งน้อยกว่ารายเก่าแน่นอน ขณะเดียวกัน ยังระบุให้รายใหม่ที่ได้สิทธิต้องมีส่วนในการร่วมรื้อถอนแท่น จะส่งผลให้เกิดต้นทุนแก่รายใหม่ การเสนอผลประโยชน์แก่รัฐก็จะน้อยลงตามไปด้วย
น.ส.รสนายังเน้นว่า สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่นี้เรียกว่าสัมปทานจำแลง ไม่ใช่ระบบพีเอสซี เพราะระบบพีเอสซีต้องแบ่งของ แบ่งปิโตรเลียมที่ได้มา แล้วใครจะจัดการยังไงก็แล้วแต่ ไม่ใช่แบ่งเงิน ดังนั้น เมื่อมีการล็อกสเปกเกิดขึ้นแน่นอนว่าผลประโยชน์จะตกกับกลุ่มทุนเดิม ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร รัฐบาลอาจไม่ได้ผลประโยชน์อย่างเต็มที่เท่าที่ควร

ค้านประมูล-ทวงถาม9ข้อ
นอกจาก คปพ.แล้ว ยังมีอีกหนึ่งกลุ่มที่ยกมือค้าน หัวชนฝาเช่นกัน นั่นคือ เครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ ที่ก่อนหน้านี้ได้เคยพยายามยื่นหนังสือต่อนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อคัดค้าน พร้อมขอให้กระทรวงพลังงานออกกฎกระทรวงให้มีการตรวจวัดการผลิตทุกหลุมเชื่อมโยงกับห้องควบคุมส่วนกลาง (คอนโทรลรูม) เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลาว่าไทยมีการขุดเจาะก๊าซอย่างไรบ้าง ซึ่งที่ผ่านกระทรวงแจ้งว่ามีห้องดังกล่าวที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติแต่ก็ไม่เคยให้เครือข่ายได้พิสูจน์ หากรัฐไม่มีห้องดังกล่าวจะทำให้เกิดการรั่วไหลของปิโตรเลียม ประเทศเสียประโยชน์

เปิดประมูลสะดุดไร้แอลพีจีด้วย
แม้จะถูกคัดค้านจากกลุ่มเดิมๆ ที่เคยเตะตัดขา กระทรวงพลังงาน แต่ครั้งนี้ดูเหมือนกระทรวงพลังงานภายใต้การบริหารของนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ จะฟิตร่างกายมาอย่างดี โดยผู้บริหารระดับสูงท่านหนึ่งของกระทรวงอธิบายว่า การเปิดประมูลส่งผลดีกับประเทศชาติมากกว่าการไม่เปิด เพราะการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย จะทำให้มีก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ป้อนประเทศ แต่หากเปิดประมูลไม่ได้ ก๊าซธรรมชาติที่จะป้อนเข้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติจะหายไป ต้องนำเข้าแอลเอ็นจีเข้ามาทดแทน และสุดท้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้รับผลกระทบและต้องนำเข้าแอลพีจีเข้ามาทดแทน
นอกจากนี้ หากกำลังการผลิตก๊าซหายไป 2 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เท่ากับว่าจะต้องนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี
กว่า 14 ล้านตันต่อปี จากปัจจุบันที่นำเข้าอยู่ราว 4-5ล้านตันต่อปี สำหรับรายได้รัฐจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม พบว่าปี 2559 รัฐได้ค่าภาคหลวงอยู่ที่ 4.13 หมื่นล้านบาท เก็บภาษีปิโตรเลียมได้ 4.61 หมื่นล้านบาท และผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษอีก 1,102 ล้านบาท

ศิริžมั่นใจประมูลนัดนี้สำเร็จ
ขณะที่ นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แสดงความเห็นต่อภารกิจครั้งสำคัญนี้ว่า การดำเนินการในขั้นตอนทั้งหมดนี้ มีความชัดเจนมากพอที่จะให้ความมั่นใจได้ว่าจะสามารถดำเนินการเปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกชได้สำเร็จตามแผนที่วางไว้ เพราะว่าขั้นตอนคัดเลือกผู้เข้าร่วมประมูล ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะมีความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และเงินทุนเพียงพอที่จะทำได้ ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญในกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติก็ได้มีการประเมินแล้วว่ามีปริมาณสำรองคงเหลือเพียงพอ และมีความพร้อมที่จะผลิตได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้
ส่วนกรณีที่ภาคเอกชนออกมาแสดงความคิดเห็น ไม่มั่นใจว่าการเปิดประมูลครั้งนี้จะสำเร็จได้ตามแผนงานที่วางไว้ ต้องขอขอบคุณภาคเอกชนที่มีความห่วงใยในเรื่องนี้ แต่สิ่งที่ห่วงใยนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในอดีต ตั้งแต่การเปิดประมูลสัมปทานรอบที่ 21 สำหรับแหล่งใหม่ๆ ที่ได้รับการคัดค้านต่อต้านมาโดยตลอด จนไม่สามารถที่จะเปิดประมูลรอบที่ 21 ได้ มานานหลายปี ฉะนั้น ในความกังวล ความเป็นห่วงนี้ ถือเป็นแสดงความห่วงใยแทนประเทศชาติ ถ้าหากไม่สามารถเปิดประมูลในทั้ง 2 แหล่งได้จริง ก็ยอมรับว่าจะมีผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตแบบย้อนกลับมาแก้ไขไม่ได้เหมือนกัน
หากสุดท้ายเกิดอุปสรรคทำให้การประมูลมีปัญหาล่าช้า ผมจะเจรจาให้ ปตท.สผ.และเชฟรอน ผลิตในหลุมเดิมต่อ เพราะความมั่นคงประเทศเป็นเรื่องสำคัญที่สุดŽ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานทิ้งท้าย
เพราะประสบการณ์นโยบายหลายด้านที่ถูกเตะตัดขาเอาง่ายๆ อย่างล่าสุดเกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน จึงไม่แปลกที่การประมูลปิโตรเลียมครั้งนี้จะถูกตั้งคำถามเช่นกัน จึงต้องขึ้นอยู่กับนายศิริว่าจะเดินหน้าไปตามที่ประกาศไว้หรือไม่