‘สมจินต์ ศรไพศาล’ เอ็มดี บลจ.ทหารไทย ยึดสโลแกน ‘Life Partner…คู่ชีวิตการลงทุน’ ปักธง ‘เอยูเอ็ม’ รวมแตะ 5 แสนล้าน

13.05.18 | 14:30 น.

Life Partner…คู่ชีวิตการลงทุน เป็นสโลแกนของ TMBAM หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จำกัด ที่เชื่อว่าการลงทุนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเหมือนกับการใช้ชีวิตประจำวัน แต่มี บลจ.ทหารไทยเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ยึดมั่นในสี “บลู” สีของน้ำทะเล สีของ “การให้”

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้บริหาร คุณ “เคี้ยง” ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ และ คุณ “มิ้ง” เมตตา ศรไพศาล พร้อมด้วยผู้บริหาร เช่น คุณปารเมศร์ รัชไชยบุญ คุณพิพัฒน์ พิศณุวงรักษ์ คุณไพศาล ครุฑดำรงชัย และอีกหลายท่านที่ไม่ได้เอ่ยนาม นำทัพสื่อมวลชนไปแถลงข่าวนอกสถานที่ ที่ จ.ระนอง

คุณเคี้ยงได้เล่าถึงแรงบันดาลใจ-แพชชั่นการทำงาน เพื่ออธิบายถึงภาพการบริหารกองทุนหุ้นไทย หลังเปิดตัวกองทุนเปิดทหารไทย SET50 เมื่อ 17 ปีที่ผ่านมา ก่อนจะเข้าเรื่องแถลงข่าว โดยพูดถึงพฤติกรรมของคนรุ่นปัจจุบันที่เปลี่ยนไป ทำให้ต้องมุ่งพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่างๆ โดยพยายามออกโซลูชั่นให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า

คุณเคี้ยงบอกว่างานหลักของการพัฒนาผลิตภัณฑ์คือ การเตรียมกองทุนรวมที่สามารถจะครอบคลุมพื้นที่หลักๆ ที่มีศักยภาพในการลงทุน ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาพยายามเติมเข้าไปเรื่อยๆ โดยหลักการนั้น เรื่องแรกต้องคำนึงมิติของวัตถุประสงค์กับการลงทุน เนื่องจากเราเชื่อว่านักลงทุนจะเริ่มต้นจากเป้าหมายการลงทุน

เป้าหมายที่ 1 เป็นการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว เป้าหมายที่ 2 เป็นการลงทุนเพื่อให้ได้กระแสเงินมาใช้จ่าย และเป้าหมายที่ 3 เป็นการลงทุนเพื่อบริหารจัดการเงินระยะสั้น โดยทั้ง 3 เป้าหมายล้วนมีความสำคัญ แต่จะมีน้ำหนักต่างกันไปสำหรับนักลงทุนแต่ละคน แต่ละกลุ่ม

Advertisement

“ใน 3 เป้าหมายนี้ เครื่องมือจะแตกต่างกัน เช่น การสร้างความมั่งคั่งระยะยาว ควรจะเป็นเงินเย็น 1 วงจรเศรษฐกิจหรือประมาณ 5-7 ปี แต่ยิ่งยาวก็ยิ่งดี และสามารถรับความผันผวนระหว่างทางได้ กองทุนที่มาตอบโจทย์เหล่านี้ได้ เช่น กองทุน SET 50 กองทุนจัมโบ้ 25 และนำไปสู่การลงทุนต่างประเทศ โดยจะต้องคำนึงถึงการกระจายความเสี่ยงในภูมิภาคด้วย เป้าหมายที่ 2 หรือระดับกลาง จะตอบโจทย์ลูกค้าในเรื่องรายได้ เพราะหลายปีที่ผ่านมาลูกค้ากลุ่มที่เคยฝากเงินธนาคาร หรือซื้อพันธบัตร จะมีปัญหามาก ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ จึงแนะนำกองทุนโกลบอล อินคัม ฟันด์ ซึ่งเป็นตราสารหนี้ที่กระจายความเสี่ยงทั่วโลก เป็นอินคัมที่ระยะเวลาไม่ยาวเกินไป แม้จะมีความผันผวนบ้าง แต่ไม่มากเท่ากองทุนบอนด์ หรือกองทุน พร็อพเพอร์ตี้ อินคัม พลัส”

ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆ มีอะไรบ้าง ก็จะมีกองทุนในตระกูล “ธนแฟมิลี่” นำเสนอกองทุนประเภทตราสารหนี้ระยะสั้น (Short-Term Fixed Income Fund) ที่ยกระดับของผลตอบแทนให้สูงกว่ากองทุนรวมตลาดเงินแต่ยังคงสภาพคล่องที่สูง (T+1) ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจนกองทุนเปิดทหารไทย ธนพลัส มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (เอยูเอ็ม) ใกล้เคียงแสนล้านบาท

ขณะที่กองทุนเปิดทหารไทย ธนเพิ่มพูน ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชนระยะสั้นทั้งในและต่างประเทศ มีเอยูเอ็มแล้วกว่า 34,000 ล้านบาท และหากรวมตระกูล “ธนแฟมิลี่” ทั้ง 7 กองทุน แล้วจะมีเอยูเอ็มรวมกันกว่า 2.22 แสนล้านบาท ขณะที่กองทุนที่บริหารเองและได้รับการจัดอันดับโดยรวมสูงสุด 5 ดาว จากมอร์นิ่งสตาร์ 5 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดทหารไทย China Opportunity กองทุนเปิดทหารไทย Global Quality Growth กองทุนเปิดทหารไทย World Equity Index กองทุนเปิดทหารไทยจัดทัพลงทุน ระยะสั้น (2-3 ปี) ทำให้ปัจจุบัน บลจ.ทหารไทยมีเอยูเอ็มกว่า 4.2 แสนล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 40%

และเมื่อถามถึงเป้าเอยูเอ็ม คุณเคี้ยงใช้เวลาตัดสินใจก่อนตอบ “จริงๆ ตั้งเป้าไว้เมื่อ 1-2 ปีที่แล้วที่ 5 แสนล้านบาทภายใน 2 ปี ก็คาดว่าปีหน้าเอยูเอ็มน่าจะเป็นไปตามเป้าได้”

ส่วนเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ คุณเคี้ยงเผยให้ฟังว่าจะเปิดเสนอขายกองทุนใหม่ (ไอพีโอ) กองทุนหุ้นอินเดีย มูลค่ากอง 2,000 ล้านบาท เริ่มลงทุนครั้งแรกมีขั้นต่ำ 1,000 บาท เพราะอินเดียเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมาก จึงสนใจเข้าไปลงทุน

ก่อนจะย้ำถึงความผันผวนของตลาดทุนตลาดเงินว่า “ความผันผวนที่เกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนระมัดระวังการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา แต่ในระยะยาวเชื่อว่าจะมีการลงทุนในกองทุนรวมเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ บลจ.ทหารไทยเป็นรายแรกที่ให้คนที่เคยลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (พีวีดี) ย้ายมาลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) ได้ เช่น กรณีที่เกษียณอายุการทำงานในภาคเอกชนก่อนเงื่อนไขที่กำหนด โดยปัจจุบันมีลูกค้าย้ายเข้ามาแล้วมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท มีกองให้เลือกถึง 18 กอง และมีส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) เป็นอันดับ 1 ในตลาด

ส่วนภาพรวมการลงทุน คุณเคี้ยงสรุปท้ายบทสนทนาว่า “เศรษฐกิจของสหรัฐขณะนี้อยู่ในช่วงขึ้น คาดว่าปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้ง กระทบต่อการลงทุนในตลาดตราสารหนี้โดยตรง จากผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่เพิ่มขึ้น และกระทบกับกระแสเงินสดหรือแคชโฟลว์ในตลาดหุ้น นักลงทุนจะระวังการลงทุนมากขึ้น แต่เมื่อปัจจัยต่างๆ สะท้อนออกมาแล้ว เชื่อว่านักลงทุนจะกลับมาลงทุนได้ตามปกติ”

ได้ข้อมูลระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ สามารถศึกษารายละเอียดได้ผ่าน https://www.tmbam.com

พรพินันท์ จันทอุดม