นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยในงานสัมมนาสาธารณะทีดีอาร์ไอ ประจำปี 2561 ภายใต้หัวข้อ ปรับทิศทางเศรษฐกิจให้พร้อมสู่ยุคแห่งความปั่นป่วนทางเทคโนโลยี ที่เซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อเป็นเวทีนำเสนอผลการศึกษา ให้ข้อเสนอแนะภาครัฐ ธุรกิจและประชาชน ในการปรับตัวของทุกภาคส่วน และกำหนดนโยบายสาธารณะให้สอดคล้องกับยุคแห่งความปั่นป่วนทางเทคโนโลยี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจหลายด้าน ทั้งเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ ตลอดจนคนทำงานอาชีพต่างๆ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2561 ว่า เทคโนโลยีดิจิทัลปั่นป่วนโลก โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) และออโตเมชั่นกำลังพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด จนมีความสามารถทัดเทียมหรือเกินกว่ามนุษย์ไปแล้วในหลายด้าน ธุรกิจและประเทศที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้จึงมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง รัฐบาลของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และใต้หวัน จึงแข่งกันกำหนดยุทธศาสตร์และลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดยุทธศาสตร์ดังกล่าวเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล
นายสมเกียรติ กล่าวว่า หากประเทศไทยไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และถูกปั่นป่วนจากเทคโนโลยีดังกล่าวในต่างประเทศ มูลค่าเพิ่มจากการผลิตในหลายสาขาธุรกิจจะย้ายออกไปต่างประเทศ ดังที่เกิดขึ้นมาแล้วอย่างชัดเจนในอุตสาหกรรมสื่อ เศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถขยายตัวได้ร้อยละ 5 ต่อปี ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยน่าจะโตได้เพียงร้อยละ 2.1 ต่อปี และจะมีงานประมาณ 3 ล้านตำแหน่งหายไป
“เศรษฐกิจไทยทุกวันนี้มีอัตราการเติบโตที่เรียกว่า ค่อนข้างต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็น คือ เติบโตอยู่ที่ประมาณ 3-4% และหากมองไปข้างหน้า อัตราการเติบโตจะยิ่งลดลง เนื่องจากสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเติบโตก็จะลดลงเป็นเรื่องธรรมดา แต่ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมาก ที่เราอาจจะยังสนใจกันน้อย คือ เกิดการปั่นป่วนทางเทคโนโลยี พูดง่ายๆ คือ เทคโนโลยีเข้ามาทำลายวิธีการทำมาหากินแบบเดิมๆ ซึ่งหากไม่ปรับตัวให้เข้าไปกับระบบใหม่ได้อย่างเท่าทัน ก็จะถูกแย่งมูลค่าเพิ่ม แย่งการผลิต แย่งกำไร แย่งงาน จากต่างประเทศไป ซึ่งเรื่องดังกล่าวเริ่มปรากฏให้เห็นแล้วในบางวงการ เช่น วงการสื่อที่ถูกกระทบอย่างรุนแรง ส่งผลให้สูญเสียตำแหน่งการจ้างงานมากมาย ผลกำไรบริษัทสื่อลดลงมากมาย และยังมีบริการอื่นๆ ที่จะเกิดผลกระทบคล้ายๆ กัน เช่น การทำมาค้าขาย การพาณิชย์ การเงิน การธนาคาร ไปจนถึงเรื่องการขนส่ง หรืออีคอมเมิร์ซ หรือเรียกได้ว่า แทบไม่มีอุตสาหกรรมสาขาใดที่จะอยู่เฉยๆ ได้อีกต่อไป อุตสาหกรรมการผลิตก็จะต้องแข่งขันกับหุ่นยนต์ แข่งขันกับออโตเมชั่น ซึ่งหากประเทศไทยยังคงใช้งานแรงงานที่ไม่มีทักษะที่สูง และยังไม่ทำออโตเมชั่น การผลิตก็จะถูกย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ นี่ก็คือสิ่งที่จะมากระทบพวกเรา ถ้าไทยถูกกระทบ ถูกปั่นป่วนด้วยเทคโนโลยี โดยไม่ปรับตัวอีก 20 ปี เราก็จะยังไม่พ้นกับดักรายได้ปานกลาง คือเรายังไม่เป็นประเทศที่มีรายได้สูงได้สักที” นายสมเกียรติ กล่าว
ทั้งนี้ ประเทศไทยใช้เทคโนโลยีป่วนตัวเอง โดนดำเนินการตามวิสัยทัศน์ ไทยแลนด์ 4.0 โดยเอาระบบออโตเมชั่นมาใช้อย่างเต็มที่ ก็จะโตได้ร้อยละ 3.1 ต่อปี แต่ก็จะยังไม่สามารถก้าวเป็นประเทศรายได้สูงได้ใน 20 ปีข้างหน้า และจะมีงานประมาณ 1.5 ล้านตำแหน่งหายไป
นายสมเกียรติ กล่าวว่า ประเทศไทยควรมุ่งสร้าง เศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยต่อยอดวิสัยทัศน์ ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยยุทธศาสตร์การใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างจริงจัง เสริมด้วยการสร้างงานจากเศรษฐกิจ 3C คือ เศรษฐกิจใส่ใจ เพื่อสร้างงานรายได้ดีให้แก่ประชาชน ซึ่งจะทำให้โตได้ร้อยละ 4.3 ต่อปี สามารถลดความเหลื่อมล้ำและก้าวเป็นประเทศรายได้สูงได้ใน 20 ปี
“หากเศรษฐกิจไทยในอีก 20 ปีถูกกระทบอย่างหนักจากเทคโนโลยีแล้วเราปรับตัวไม่ทัน เราก็จะเสียมูลค่าเพิ่ม เสียกำไร เสียงาน ที่ถูกต่างประเทศสูบไป ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ประเทศไทยจะไม่สามารถโตได้ 5% ต่อปี อย่างที่รัฐบาลอยากจะเห็น ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เราคิดกันว่าได้ถึง 2.1% ก็น่าจะดีแล้ว เพราะฉะนั้นจึงต้องอาศัยการปรับตัวกันขนานใหญ่โดยภาคแรกที่ต้องเร่งปรับตัวคือ ภาครัฐ เนื่องจากภาคธุรกิจ และภาคประชาชน อยากที่จะปรับตัวอยู่แล้ว โดยภาครัฐจะเป็นกลไกที่สำคัญที่จะสามารถบ่งบอกได้ว่า ภาคอื่นๆ จะปรับตัวได้สำเร็จหรือไม่” นายสมเกียรติ กล่าว

