หน้าแรก เศรษฐกิจ ไทยตั้งกก.คุ้...

ไทยตั้งกก.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เตรียมพร้อมก่อนอียูบังคับใช้ GDPR 25 พ.ค.

18.05.18 | 21:44 น.

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) เปิดเผยว่า สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือเอ็ตด้า ได้จัดตั้ง ศูนย์การเรียนรู้ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Data Protection Knowledge Center (DPKC) เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และความตระหนักในการดูแลข้อมูลส่วนบุคคลให้ประชาชน สามารถเข้าถึงข้อมูลผ่านเว็บไซต์


โดยกระทรวงฯ จะจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งเป็นคณะทำงานเฉพาะกิจ ทำงานประสานร่วมกับศูนย์ DPKC เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการประกาศ ใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา และคาดว่าอีก 4 สัปดาห์ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้

โดยที่การประกาศใช้ General Data Protection Regulation: GDPR ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย

“การเตรียมตัวของผู้ประกอบการไทย หลังจากอียู ประกาศใช้ GDPR คือการปรับการจัดเก็บข้อมูลของประชาชน และการจัดทำระบบ การยินยอมให้ใช้ข้อมูลจากเจ้าของข้อมูลให้ตรงกับ GDPR มากขึ้น โดยกระทรวงจะเชิญ ตัวแทนจาก อียู มาให้ความรู้เร็วๆ นี้ สำหรับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ของไทยยังดำเนินต่อไป ไม่จำเป็นต้องชะลอ เนื่องจากไทยอิงมาตรฐานจากสากลอยู่แล้ว ซึ่งแต่ละประเทศล้วนมีกฎหมายของตนเอง ที่ผ่านมาไทยมีกฎหมายการดูแลข้อมูลส่วนบุคคลอยู่แล้ว แต่เป็นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แทรกอยู่ในกฎหมายอื่นๆ และยังมีช่องว่างอยู่มาก ดังนั้นการจัดทำ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จึงเป็นการรวมกฎหมายที่เกี่ยวกับการดูแลข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมด ให้มันชัดเจนมากขึ้น แต่ทั้งนี้การควบคุมดูแลต้องสมดุลไม่ให้กระทบต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆด้วย”

Advertisement

นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ สพธอ. กล่าวว่า การจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อดูแล ศูนย์ DPKC เป็นการทำงานล่วงหน้า ก่อนการออก พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายประเทศไทยสามารถเดินหน้าได้ทันที โดย DPKC จะเป็นศูนย์ให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล แก่ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ทั้งสร้างความตระหนักและให้ความรู้กับสังคม โดยหากมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการทำธุรกรรมและบริการด้านดิจิทัลต่างๆ ย่อมส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของหน่วยงานในประเทศ นอกจากนี้หากมีการโจมตีทางไซเบอร์ ส่งผลให้ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล จะมีบรรทัดฐานในการดำเนินการ และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้