นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในออกตรวจสอบและติดตามการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและอาหารจานด่วน หลังราคาแก๊สหุงต้มและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น โดยในวันที่ 24 พฤษภาคม ตนจะลงพื้นที่ตรวจสอบภาวะราคาสินค้าและร้านแก๊ซหุงต้มที่ตลาดท่าน้ำนนท์ และในวันที่ 25 พฤษภาคม จะประชุมหารือกับผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อทำความเข้าใจและติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า ทั้งนี้ จากการศึกษาโครงสร้างราคาอาหารจานด่วน จากการปรับราคาแก๊สหุงต้มจาก 353 บาทต่อถัง(15กิโลกรัม) เป็น 395 บาท/ถัง หรือปรับขึ้น 42 บาท/ถัง หลังมาตรการลอยตัวราคาเชื้อเพลิง เมื่อคำนวณกับต้นทุนอาหารจานด่วนยอดนิยม เช่น ข้าวผัดกะเพรา ราคา 35 บาท/จาน ค่าแก๊สจะกระทบเพียง 15 สตางค์ หรือ ก๋วยเตี๋ยว กระทบเพียง 20 สตางค์ จึงไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะขยับราคาจาก 35 บาทเป็น 40 บาท
ส่วนสินค้าทั่วไปคำนวนจากค่าขนส่งเพิ่มจากราคาดีเซล ซึ่งจะมีผลต่อต้นทุนสินค้าขยับสูงสุดไม่เกิน 0.5% เช่น หมวดปูนซิเมนต์ แต่ส่วนใหญ่กระทบเพียง 0.03% จึงไม่มีเหตุผลที่จะขยับราคา และรัฐบาลเองก็เตรียมมาตรการดูแลเพื่อไม่กระทบต่อประชาชน ซึ่งในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ กองทุนน้ำมันก็จะมีการหารือกัน เพื่อออกมาตรการดูแลต่อไป
” กระทรวงพาณิชย์เตรียมมาตรการในการดูแลตามความเหมาะสม ตอนนี้จะใช้การชี้แจงทำความเข้าใจว่าไม่มีเหตุอันควรที่จะขยับราคาอาหารหรือสินค้า วัตถุดิบปรุงอาหารตอนนี้เนื้อสัตว์ หมู ไข่ น้ำมันพืชก็ลดลง ข้าวสูงขึ้นก็แค่บางยี่ห้อ แก๊สหุงต้มเคยขึ้นถึง 395 บาทในปี 2558 หลังจากนั้นก็ลดลง หากประชาชนพบว่ามีการกระทำผิดโดยขายเกินราคาเป็นจริงหรือทำให้ตลาดปั่นป่วน แจ้งได้ที่สายด่วน 1569 ซึ่งพบการกระทำผิดจริงจะ มีโทษปรับ 1.4 แสนบาท หรือจำคุก 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ”
เพื่อบรรเทาค่าครองชีพให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย พร้อมส่งเสริมให้ผู้บริโภคหันมาจับจ่ายใช้สอยในร้านค้าส่ง-ค้าปลีกแบบดั้งเดิมในท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจระดับชุมชนระยะยาว กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมมือกับร้านค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ผู้ผลิตและผู้แทนจำหน่าย (ซัพพลายเออร์) สินค้าอุปโภค-บริโภค จัดงาน “ค้าส่งรวมใจ โชวห่วยไทยคู่สังคม” ต้อนรับหน้าฝน จัดขึ้น 2 ช่วง : ช่วงที่ 1 ระหว่างวันที่ 25 – 30 มิ.ย. 61 และช่วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 11 -15 ส.ค. 61 โดยจะมีการลดราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคครั้งใหญ่ 20 – 50% โดยได้รับการสนับสนุนจากซัพพลายเออร์สินค้าอุปโภค-บริโภครายใหญ่ เช่น – พรอคเตอร์ แอนด์ แกรมเบิ้ล(P&G) – สหพัฒนพิบูลย์ – ผู้ผลิตน้ำมันพืชตราองุ่นและตรากุ๊ก – น้ำปลาตราคนแบกกุ้ง และข้าวหอมมะลิตราหงษ์ทอง เป็น โดยคาดว่าการจัดงานทั้งสองช่วงนี้จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ไม่น้อยกว่า ครั้งละ 500 ล้านบาท

