นายเทวินทร์ วงษ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.เตรียมปรับประมาณการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบ ปีนี้ที่ระดับ65-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมอยู่ระดับ 53-55 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล พิจารณาจาก 4ปัจจัยหลัก คือ การเมืองระหว่างประเทศระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ความร่วมมือลดกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน(โอเปก) และปริมาณสำรองที่กลับมาสู่ภาวะปกติจากเดิมทั้งโลกมีปริมาณสำรองสูงมาก นอกจากนี้ยังมาจากความคาดหวังของการผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน(เชลล์ออยล์)ที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดปริมาณมากเพราะราคาน้ำมันสูงแต่สหรัฐอเมริกาติดปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานในการขนส่งทางท่อที่จำกัดจึงไม่สามารถเพิ่มกำลังผลิตได้ ราคาตลาดโลกจึงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
สำหรับมาตรการรัฐในการดูแลราคาน้ำมันเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภค นั้น ต้องดูความชัดเจนอีกครั้ง ทราบว่ารัฐอาจใช้มาตรการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตด้วย ซึ่งในส่วนของปตท.และผู้ค้าน้ำมันขณะนี้ได้รับค่าการตลาดเฉลี่ย 1.60-1.80บาทต่อลิตร หากจะลดราคาคงไม่มาก ดังนั้นต้องติดตามมาตรการรัฐอีกครั้ง ทั้งนี้ หากรัฐบาลมีการออกผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลบี20 ก็พร้อมสนับสนุน
สำหรับแผนธุรกิจของปตท.จะเดินหน้าทั้งธุรกิจหลักที่ดำเนินการอยู่และธุรกิจใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเพื่อรองรับฟอสซิลที่จะลดลงในอนาคต โดยธุรกิจหลักอย่างน้ำมัน คาดว่าจะเป็นเชื้อเพลิงที่มีความสำคัญในช่วง 10-20ปีข้างหน้า ก่อนมุ่งสู่รถยนต์ไฟฟ้า(อีวี) นอกจากนี้จะมุ่งธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) เพราะยังมีแนวโน้มเติบโตยาวนานกว่าน้ำมัน โดยปตท.ตั้งเป้าหมายเข้าสู่ธุรกิจก๊าซแอลเอ็นจีตลอดห่วงโซ่อุปทานรูปแบบคล้ายธุรกิจน้ำมัน ที่จะมุ่งทั้งการผลิต การขนส่ง โดยจะรอดูความชัดเจนจากสัญญาซื้อขายแอลเอ็นจีระหว่างปตท.กับโมซัมบิก ที่เดิมจะทำสัญญาระยะยาว 2.6 ล้านตันต่อปี แต่ล่าสุดกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างพิจารณาความชัดเจนว่าทำสัญญาแบบระยะยาวหรือไม่
“หากรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนว่าให้ปตท.นำเข้าแอลเอ็นจีเพื่อใช้ในประเทศไทยเป็นหลักก็พร้อมปฏิบัติตาม แต่หากไม่อนุมัติปตท.พร้อมจะนำเข้าแอลเอ็นจีเพื่อนำมาในประเทศและขายให้กับประเทศที่มีความต้องการใช้ อาทิ พม่า กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย”
นอกจากนี้จะมุ่งธุรกิจผลิตไฟฟ้า ทั้งไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซ พลังงานทดแทน ที่ปัจจุบันมีบริษัทลูกเข้าไปลงทุนแล้ว ขณะเดียวกันพร้อมจะลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน รถยนต์ไฟฟ้า(อีวี) และสถานีชาร์ท ส่วนรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม3สนามบิน ปตท.มีความสนใจในการยื่นซื้อซองประมูล โดยจะศึกษารายละเอียดอีกครั้งก่อนตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย รวมทั้งจะศึกษาธุรกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ

