นายวรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะทาง 26.3 กม.ว่า ขณะนี้โครงการดังกล่าวได้มีความคืบหน้าในภาพรวมไปอย่างมาก แม้จะติดขัดปัญหาในการก่อสร้างบางช่วงที่ขณะนี้ยังไม่สามารถเข้าพื้นที่ก่อสร้างทางเดินยกระดับลอยฟ้า (สกายวอล์ก) ในบางสถานีของสัญญา 2 รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงระบบอาณัติสัญญาณในสัญญา 3 ก็ตาม แต่ภาพรวมโครงการยืนยันว่าจะต้องเปิดให้บริการได้ภายในเดือน ตุลาคม 2563 แน่นอน จากกำหนดเดิมต้องให้บริการได้ในเดือนมิถุนายน 2563 อย่างไรก็ตามทางรถไฟจะรวบรวมปัญหาทั้งหมดทั้งเรื่องการก่อสร้าง การเข้าพื้นที่ไม่ได้ รวบรวมเสนอให้คณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ที่มีนายกุลิศ สมบัติศิริ เป็นประธานพิจารณา ก่อนที่จะเสนอให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการต่อไป
ทั้งนี้โครงการก่อสร้างดังกล่าว แบ่งออกเป็น 3 สัญญา ประกอบไปด้วย สัญญาที่ 1 งานสถานีกลางบางซื่อ และศูนย์ซ่อมบำรุง เริ่มงานก่อสร้างเมื่อ 4 มี.ค. 56-ปัจจุบัน โดยมีกลุ่มกิจการร่วมค้า SU (ซิโน-ไทย และยูนิค) เป็นผู้ก่อสร้าง มีผลงานกว่า 70.52% ล่าช้าจากแผนงานอยู่ประมาณ 1% และตามกำหนดจะต้องแล้วเสร็จในเดือน พ.ย. 2562
สัญญาที่ 2 งานโครงสร้างทางวิ่งยกระดับและระดับพื้น งานสถานี 8 แห่ง และถนนเลียบทางรถไฟ โดยมีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชน) เป็นผู้ก่อสร้าง หลังตอกเข็มเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2556 ปัจจุบันมีความคืบหน้ากว่า 97.94% ล่าช้าจากแผนเล็กน้อย
และสัญญาที่ 3 งานระบบไฟฟ้า เครื่องกลและจัดหาตู้รถไฟฟ้า สำหรับช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน และ บางซื่อ-รังสิต มีกลุ่มมิตซูบิชิ-ฮิตาชิ-สุมิโตโม จากประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ดำเนินการ โดยได้เริ่มงานเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2559 ล่าสุดมีความคืบหน้า 28.95% ล่าช้าจากแผน 25.63% ตามสัญญาจะแล้วเสร็จในเดือน มิ.ย. 2563
สำหรับปัญหาหลักขณะนี้ที่ส่งผลให้การก่อสร้างล่าช้าคือ ในการดำเนินการสัญญาที่ 2 คือ รถไฟไม่สามารถเข้าพื้นที่ที่เกี่ยวเนื่องกับกรุงเทพมหานคร ในการก่อสร้างทางยกระดับลอยฟ้าได้ใน 2-3 สถานีได้ เนื่องจาก สำนักระบายน้ำของ กทม. กลัวว่าการก่อสร้างจะส่งผลให้การระบายน้ำของ กทม.มีปัญหาได้ เบื้องต้นรถไฟจึงมีการเจรจากับกรมทางหลวง เพื่อขอใช้เขตทางในการก่อสร้าง
ส่วนปัญหาหลักที่ส่งผลให้การดำเนินการในสัญญา 3 มีปัญหาและล่าช้า คือ รฟท.มีการปรับระบบอาณัติสัญญาณใหม่ให้เป็นระบบเดียวกันทั้งประเทศ จากเดิมเป็นระบบ ATO ซึ่งจะรองรับเฉพาะรถไฟฟ้าของญี่ปุ่น มาเป็นระบบอาณัติสัญญาณแบบ ETCS ซึ่งจะเปิดกว้างมากขึ้น ดังนั้นทำให้บริษัทซัพพลายเออร์จะต้องออกแบบรถใหม่ รวมถึงได้ส่งผลกระทบต่อการเปิดไลน์ผลิต ซัพพลายเออร์ผลิตรถให้ไม่ทัน อีกทั้งยังมีเรื่องของการจ่ายกระแสไฟฟ้าจาก การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ที่ขณะนี้เพิ่งจะเริ่มสร้างสถานีจ่ายกระแสไฟฟ้าในโครงการ และการก่อสร้างจะใช้เวลาสร้างกว่า 2 ปี จึงจะสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับโครงการได้ ดังนั้นจึงทำให้การทดสอบระบบรถไฟฟ้าล่าช้าตามไปด้วย
นายวรวุฒิ กล่าวต่อว่า หากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดงแล้วเสร็จจะช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณจุดตัดทางรถไฟกับถนน จำนวน 8 จุด และระบบจะสามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารจากรังสิตสู่บางซื่อไม่น้อยกว่า 306,608 คน/วัน ในปีที่เปิดดำเนินการ และเมื่อขยายโครงการจากบางซื่อไปชุมทางบ้านภาชีในอนาคต จะสามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารประมาณ 449,080 คน/วัน
นอกจากนั้นจะเชื่อมต่อการเดินทางกับโครงข่ายคมนาคมรูปแบบอื่นๆ ทั้งการเชื่อมรถไฟฟ้าสายสีน้าเงิน เช่น สถานีบางซื่อ สถานีกำแพงเพชร สถานีสวนจตุจักร และสถานีพหลโยธิน ,เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่สถานีหลักสี่ , เชื่อมรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่สถานีหมอชิต และสถานีห้าแยกลาดพร้าว เชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงที่จะเชื่อม 3 ท่าอากาศยาน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ที่สถานีดอนเมือง และเชื่อมต่อสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ(หมอชิต)

