ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ตลาดส่งออกข้าวไทยครึ่งหลังปี 2561 ตลาดจะยังดีอยู่ จากความต้องการนำเข้าที่มีอยู่มาก เช่น ฟิลิปปินส์นำเข้า 4 แสนตัน อินโดนีเซียเตรียมประมูลเร็วๆ นี้ ตลาดข้าวนึ่งเริ่มกลับมาแล้ว รวมถึงข้าวหอมมะลิ ที่ขณะนี้ราคาถึง 1,250 เหรียญสหรัฐ ถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นราคาข้าวเปลือกสูงถึงตันละ 17,000-18,000 บาท ก็มีแนวโน้มราคาสูงต่อถึง 1,300 เหรียญสหรัฐในระยะสั้นๆ เพราะช่วง 2-3 เดือนจากนี้ปริมาณผลผลิตมีน้อย บางประเทศประสบภัยแล้ง แต่ความต้องการนำเข้าของโลกยังสูง จึงเชื่อว่าทั้งปี 2561 ไทยจะส่งออกได้ตามเป้าเกิน 10 ล้านตันแน่นอน โดยช่วง 5 เดือนแรกปี 2561 ไทยส่งออกข้าวแล้ว 4.21 ตัน เพิ่มขึ้น 6.2% เทียบช่วงเดียวปีก่อน โดยเป็นอันดับสองของโลก รองจากอินเดียส่งออกได้ 4.77 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 4.6% ตามด้วยเวียดนามส่งออกแล้ว 2.52 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 16% ปากีสถาน 1.52 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 26%
ทั้งนี้ ในปีนี้ สมาคมจะครบรอบ 100 ปี ก็จะเน้นส่งเสริมให้ชาวนาพัฒนาข้าวขาวพื้นนิ่ม เพื่อไม่ให้เสียเปรียบพม่าและเวียดนาม ที่มีการผลิตและส่งออกเป็นข้าวขาวพื้นนิ่ม โดยเฉพาะตลาดหลักคือจีน นำเข้าถึงปีละ 7-8 ล้านตัน แต่ไทยไม่อาจตอบสนองได้เพราะไม่มีการปลูกอย่างจริงจัง ดังนั้น สมาคมร่วมการทำงานกับกรมการค้าภายและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำโครงการพลังประชารัฐพัฒนาข้าวไทย โดยเดือนมิถุนายนจะลงพื้นที่สำรวจ 8 จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม เป็นต้น ส่งเสริมเป็นจังหวัดนำร่องในการปลูกข้าวนาปรัง 2561 ที่เป็นพันธุ์ข้าวขาวพื้นนิ่ม เช่น พันธุ์พิษณุโลก80 พันธุ์กข21 พันธุ์ กข71 และพันธุ์กข77 เบื้องต้นหารือกลุ่มเกษตรกรแล้ว 10,000 ไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิตข้าวเปลือก 10,000 ตัน หรือข้าวสารประมาณ 20,000 ตัน
“สมาคมจะรับซื้อผลผลิตทั้งหมดและซื้อในราคานำตลาดตันละ 500 บาท ส่วนราคารับซื้อนั้นน่าจะเกินตันละ 9,000 บาท เพราะส่งออกจะได้ราคาดีกว่าข้าวขาวพื้นแข็งตันละ 60-150 เหรียญสหรัฐ เช่น ขณะนี้ข้าวขาว 5% ส่งออกตันละ 460 เหรียญสหรัฐ แต่เวียดนามส่งออกข้าวขาวพื้นนิ่มตันละ 500-600 เหรียญสหรัฐขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์ข้าว จากนี้เพื่อให้ส่งออกข้าวไทยแข่งขันได้และเมื่อไม่สต๊อกข้าวเก่าการส่งออกต่อปีเฉลี่ยอยู่ที่ 9-10 ล้านตัน ขณะนี้การแข่งขันจากประเทศผู้ผลิตข้าวจะมากขึ้น เช่น พม่า กัมพูชา จึงต้องร่วมมือกันใช้การตลาดนำการผลิต ซึ่งขณะนี้กระแสนิยมข้าวนิ่มกำลังเป็นที่นิยม และไม่กระทบต่อตลาดข้าวหอมมะลิที่นิ่มเพราะหอมมะลิจะเป็นข้าวพรีเมียมขึ้นไปอีก”
ร.ต.ท.เจริญกล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น กระทบเพียงเล็กน้อยและยังไม่จำเป็นต้องปรับราคา เพราะเชื่อว่าราคาจะสูงระยะสั้นเท่านั้น ตอนนี้ราคาเริ่มลดลงแล้ว แต่ห่วงค่าเงินบาทแข็งค่าและผันผวนไม่มีเสถียรภาพ จะเป็นปัจจัยกระทบต่อการส่งออกข้าวของไทยมากกว่า เพราะบาทแข็งทำให้ราคาข้าวไทยสูงขึ้นจนแข่งขันได้ยาก ซึ่งค่าเงินบาทที่เหมาะสมขณะนี้ไม่ควรเกิน 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งขณะนี้ค่าเงินบาทอยู่ 31.75 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
(ชมคลิป)

