‘สมคิด’ ชูอุตฯอาหาร วาระแห่งชาติ ดันส่งออกล้านล้าน

30.05.18 | 16:35 น.

หมายเหตุ – นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ กำหนดทิศธุรกิจอาหารไทยในยุค Digital Economy ในโอกาสเป็นประธานเปิดงานแสดงสินค้าอาหาร 2561 (THAIFEX-World of Food Asia 2018) ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี กำหนดวันงานระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม-2 มิถุนายน 2561 ซึ่งปีนี้จัดภายใต้แนวคิด “Thailand Creative Food” บนพื้นที่กว่า 107,000 ตารางเมตร โดยมีผู้ร่วมจัดงานกว่า 2,537 ราย จาก 41 ประเทศทั่วโลก โดยกระทรวงพาณิชย์คาดการณ์มีเม็ดเงินสะพัดตลอดการจัดงานไม่ต่ำกว่า 11,500 ล้านบาท


อุตสาหกรรมอาหารถือเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทย เพราะเป็นอุตสาหกรรมเชื่อมโยงภาคเกษตรและเศรษฐกิจฐานราก มีนัยสำคัญต่อรายได้เกษตรกรและภาคเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โตยากหากรายได้เกษตรกรต่ำ และยากที่จะลดความเหลื่อมล้ำ ฉะนั้นอุตสาหกรรมอาหารตลอดห่วงโซ่ จึงมีความสำคัญที่สุดในขณะนี้และอนาคต

ปีนี้คาดว่าไทยจะส่งออกอาหารได้เกิน 1 ล้านล้านบาท สามารถเพิ่มจีดีพีเกิน 60% โดยไทยมีส่วนแบ่งการส่งออกอาหารในตลาดโลก 2.3% และเป็นอันดับ 15 ของประเทศส่งออกทั่วโลก ซึ่งหากสามารถประคองการเติบโตได้ในระดับนี้ ก็จะดีต่ออุตสาหกรรมอาหารและการเกษตรของไทย

แต่มีข้อเท็จจริงคือ ปัจจุบันผลผลิตอาหารส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อป้อนภายในประเทศ เพียง 30% เพื่อส่งออก ขณะที่ความต้องการทั่วโลกสูงขึ้น ซึ่งอุตสาหกรรมอาหารเป็นอุตสาหกรรมเดียวสามารถส่งออกได้ต่อเนื่องและไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกลดลง โดยอุตสาหกรรมอาหารของไทยสัดส่วนการผลิต 80% ใช้วัตถุดิบในประเทศ และในส่วนนี้ 85% ที่ใช้เป็นวัตถุดิบมีผลต่อการจ้างงานทั้งระบบ 20-30 ล้านคน

ตอนนี้ทำอย่างไรจะเพิ่มมูลค่าสินค้า วัตถุดิบ เกษตรกรได้รายได้ ให้อุตสาหกรรมมีการเติบโต ก็ต้องสนับสนุนและสร้างความร่วมมือ สร้างสินค้าให้มีมูลค่า คุณภาพเป็นที่ยอมรับ ตรวจสอบได้ ใครได้ประโยชน์เพราะผู้บริโภคให้ความสนใจว่าสินค้าที่ซื้อใครได้ประโยชน์ ต้องมีเรื่องราว และต้องยอมรับว่าสัดส่วนตลาด ในอุตสาหกรรมอาหารบริโภคภายใน 70% ส่งออก 30% ยังน้อยมาก หากสนับสนุนได้ก็จะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากในอนาคต

Advertisement

ขณะที่อาหารโลกกำลังเป็นที่ต้องการ รัฐบาลก็เห็นถึงโอกาส เห็นความสำคัญและจะขับเคลื่อนเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้คนทั่วโลกได้รู้จัก ซึ่งผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจะมีผลต่อฐานรากที่มีกว่า 20 ล้านคน ผมเชื่อว่ามีโอกาสและเป็นอนาคตของผู้ประกอบการไทย ดังนั้นจากนี้จะเพิ่มความสำคัญต่อการเพิ่มผลผลิต เพิ่มประสิทธิผลประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก ซึ่งก็จะฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดในเรื่องเหล่านี้

ประการแรก จะทำอย่างไรในการเพิ่มมูลค่าการเกษตร ซึ่งตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีเพราะสินค้าไทยเป็นที่ยอมรับของต่างชาติ ตอนนี้ผลไม้ไทย อย่างทุเรียนกำลังเป็นที่นิยมมากโดยเฉพาะชาวจีน ทราบจากกระทรวงพาณิชย์ว่าแทบจะไม่มีของขายแล้ว ก็ควรเป็นตัวอย่างต่อผลไม้อื่นๆ มาสำรวจว่าไทยมีกี่ชนิด และทำอย่างไรให้ทั่วโลกได้รู้จักผลไม้ชนิดอื่นๆ ด้วย ซึ่งการสร้างมูลค่าต้องเริ่มต้นตั้งแต่ดูแลเรื่องคุณภาพ เรื่องนี้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องร่วมมือกัน รวมถึงดูแลในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย เน้นความหลากหลายของพันธุ์พืช นำมาเพิ่มมูลค่า ซึ่งหลายประเทศสู้ไทยไม่ได้เรื่องความหลากหลายของวัตถุดิบที่นำมาแปรรูปเป็นสินค้าสำเร็จรูป แม้กระทั่งญี่ปุ่น แม้ญี่ปุ่นสามารถใช้วัตถุดิบชนิดเดียวกัน เช่น บ๊วย แต่สามารถแปรรูปเป็นสินค้าได้หลากหลาย อย่างไทยมีข้าวที่จะแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้อีกมาก เพียงต้องสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้ชาวนาได้เข้าใจ รวมถึงนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิต และแปรรูป ตอนนี้ต้องกล้าลงทุนด้านเทคโนโลยี เช่น ทูน่า ตอนนี้ไม่แค่อาหารเพื่อพร้อมทานแบบเดิม มีการต่อยอดทำอาหารเพื่อสุขภาพได้หลากหลายขึ้น

ประการที่สอง ต้องเน้นสร้างห่วงโซ่ให้มีความสอดคล้องในแนวทางเดียวกัน ตั้งแต่ฟาร์มผลิต สร้างผลผลิตคุณภาพป้อนโรงงานผลิต โรงงานพัฒนาสินค้าป้อนถึงผู้บริโภคและรีเทล ดังนี้ ต้องมีการกำหนดมาตรฐานห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำผลิต โรงงานผลิต ล้ง การพัฒนาหีบห่อ การลงทุนเทคโนโลยีใหม่ๆ จากนี้ทุกส่วนต้องมองเป็นภาพรวมเดียวกัน ต้องบริหารจัดการให้ครบทั้งห่วงโซ่

ประการที่สาม ต้องส่งเสริมนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค เพราะตอนนี้ผู้บริโภครับรู้ข่าวสารจากดิจิทัลมากขึ้น จากนี้ต้องขายจากความต้องการมากกว่าผลิตแล้วแบบจำนวนมากๆ อนาคตการแข่งขันพัฒนาและผลิตตรงความต้องการผู้บริโภคมากขึ้น เป็นเรื่องที่กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ต้องสร้างความตื่นตัว

ประการที่สี่ ต้องมีการเชื่อมโยงและสร้างมูลค่าด้านอาหารและการท่องเที่ยว ขณะนี้ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันจัดทำแผนเชื่อมโยงอุตสาหกรรมอาหาร สินค้าเกษตรและการท่องเที่ยว เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาล โดยให้ความสำคัญในการดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติปีละ 35 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 40 ล้านคน ไปท่องเที่ยวตามชุมชนต่างๆ ที่เป็นแหล่งการผลิตอาหารที่มีชื่อเสียง และสวนผลไม้หรือสินค้าเกษตรชนิดอื่น เนื่องจากจะช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่จะได้รับอานิสงส์อย่างมาก เพราะเมื่อมีการเชื่อมโยงได้แล้วเชื่อว่านักท่องเที่ยว 35 ล้านคน ก็จะเป็นแอมบาสเดอร์ที่จะช่วยบอกปากต่อปากกระจายข่าวถึงความสนุกสนานที่มาเที่ยวเมืองไทยให้กับเพื่อนๆ ในประเทศนั้นๆ ต่อไป และในที่สุดก็จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

อีกเรื่อง ได้มอบหมายกระทรวงพาณิชย์กำหนดเป็นเรื่องใหญ่ คือ เมื่อ 15 ปีก่อน ผมเคยประกาศผลักดันโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก ซึ่งตอนนั้นจะเร็วเกินไปตอนนั้นส่วนใหญ่นิยมอาหารญี่ปุ่น ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสม เพราะอาหารไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น และเป็นอาหารระดับพรีเมียม แต่ร้านอาหารไทยในต่างประเทศพบว่าเจ้าของไม่ใช่คนไทย ที่ผ่านมาพบว่าหลายๆ ร้านมีพ่อครัวเป็นคนต่างชาติที่นำอาหารไทยมาปรุงแต่งและประยุกต์เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์และหอการค้าต้องดึงสตาร์ตอัพและพ่อครัวไทยให้เข้าไปมีร่วมมือมากขึ้น โดยเฉพาะพ่อครัวไม่จำเป็นต้องเก่งระดับแถวหน้าเมืองไทย เพราะเรื่องปรุงอาหารสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมกันได้ ซึ่งดีกว่าที่จะให้คนชาติอื่นไปทำแล้วใช้ชื่อว่าอาหารไทย ตอนนี้ถือว่าไทยมีความพร้อมในทุกๆ ด้านแล้ว ทั้งเรื่องของคุณภาพอาหารและสินค้าเกษตร เชฟ ระบบอี-คอมเมิร์ซ เทคโนโลยี, นวัตกรรม และกลุ่มสตาร์ตอัพ ที่จะช่วยผลิตอาหารให้มีความแปลกใหม่ที่จะดึงดูดผู้บริโภค และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) พร้อมส่งเสริมให้การเปิดร้านอาหารของไทยในต่างประเทศง่ายขึ้น

ดังนั้น จึงมอบให้กระทรวงพาณิชย์และหอการค้าไทยต้องสร้างการรับรู้ใหม่ โดยงบประมาณปีหน้าต้องเน้นเรื่องครัวไทยสู่ครัวโลก โดยสร้างสตาร์ตอัพคนไทยในการเปิดร้านอาหารไทยในต่างประเทศ เรามีสัญลักษณ์ไทยซีเร็กซ์ เพื่อยืนยันความเป็นเอกลักษณ์อาหารไทย ก็ให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกรรมขนาดกลางและย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) มาให้การสนับสนุนด้วย โดยเฉพาะการสนับสนุนนักศึกษาจบใหม่และสร้างแบรนด์ของตนเอง

อีกประการคือ ต้องคำนึงถึงการป้องกันการใช้แรงงานผิดกฎหมายด้วย และจัดการจริงจังกับผู้ประกอบการที่เอาเปรียบจนถูกตำหนิในตลาดโลก เรื่องนี้ควรต้องระมัดระวังและป้องกันเต็มที่

ดังนั้น หากสามารถดำเนินการได้ดังกล่าว จะเป็นการหนุนอัตราการขยายตัวของตัวเลขจีดีพีภาคการเกษตรให้ขยายตัวมากกว่า 8% และเป็นผลดีต่อการขยายตัวจีดีพีในภาพรวมของไทย และการส่งออกในภาพรวมทั้งประเทศ ซึ่งหากไม่มีเหตุการณ์อะไรที่จะมากระทบต่อการส่งออก และการมีแผนผลักดันที่ดี นำเทคโนโลยีมาใช้ให้สอดคล้องกับความต้องการแท้จริงของผู้บริโภค เมื่อผลิตได้เพิ่มและส่งออกได้เพิ่ม มั่นใจว่าการส่งออกทั้งปี 2561 จะสามารถขยายตัวได้มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 8%

ขณะที่ตัวเลขสถาบันระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาการจัดการ (IMD World Competitiveness Center) หรือ IMD ได้ประกาศผลการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศสมาชิกทั่วโลกประจำปี 2559 (2016) จากทั้งหมด 61 ประเทศนั้น ไม่มีอะไรน่ากังวล เพราะเป็นการรวบรวมคะแนนก่อนที่ไทยจะประกาศตัวเลขจีดีพีในเดือนล่าสุดที่ขยายตัวได้สูงถึง 4.8% ซึ่งไทยขาดดุลงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน ถือเป็นการขาดดุลที่มีความจำเป็นต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ และเชื่อว่าหากโครงสร้างพื้นฐานของไทยแล้วเสร็จ จะทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ดีขึ้นตามมาอย่างแน่นอน