เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ที่โรงแรม เรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชนจีนประจำประเทศไทย และสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย จัดงานสัมมนาหัวข้อ “งานสัมมนานานาชาติความร่วมมือในตลาดของประเทศที่ 3 ระหว่างจีน-ญี่ปุ่น ในโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกของประเทศไทย” งานนี้เกิดขึ้นเนื่องด้วยจีน และญี่ปุ่นได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอกชนระหว่างจีน-ญี่ปุ่น ในประเทศที่ 3 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ที่กรุงโตเกียว จึงจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนากิจกรรมทางธุรกิจของภาคเอกชนจีน และญี่ปุ่นภายใต้กรอบเจรจาระดับสูงด้านเศรษฐกิจ และทั้ง 2 ประเทศจะร่วมกันสำรวจตลาด และภาคอุตสาหกรรมในประเทศที่ 3 ที่ภาคเอกชนจีน และญี่ปุ่นจะร่วมลงทุน ซึ่งในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ของประเทศไทยเป็นจุดหมายสาคัญในการร่วมลงทุนของทั้ง 2 ประเทศ จึงเกิดการสัมมนาครั้งนี้ขึ้น งานนี้ได้รับเกียรติจากนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมของไทย นาย หนิง จี๋เจ่อ รองประธานคณะกรรมาธิการเพื่อการปฏิรูปและพัฒนาสาธารณรัฐประชาชนจีน นายชิโร ซะโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย หลู่ย์ เจี้ยน เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และนายคณิต แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
นายหนิง จี๋เจ่อ กล่าวว่า ในนามของคณะกรรมการการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ จีน-ไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ดี ประชาชนทั้ง 2 ประเทศ มีไมตรีจิตต่อกันดุจพี่น้อง 43 ปี นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตมา ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ จึงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจการค้า วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สังคม และวัฒนธรรมประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ ความสัมพันธ์หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างจีน-ไทยก้าวสู่ระดับสูงขึ้นอีกขั้นหนึ่ง เมื่อปี 2560 เมื่อนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดี ได้พบปะกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย 2 ครั้ง ซึ่งได้ร่วมกันกำหนดทิศทางของการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ และเมื่อเดือนมกราคม 2561 นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้พบ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าหารือ และบรรลุความคิดเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านต่างๆ ตรงกันหลายโครงการ จีนยังคงเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของไทย และเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมากที่สุด ไทยเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 3 ของจีนในอาเซียน ความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างจีน-ไทย เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โครงการความมือร่วมมือรถไฟจีน-ไทยได้เริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการ ใน 1 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน และไทยอยู่ที่ร้อยละ 6.7 และร้อยละ 3.9 ตามลำดับ ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสในการขยายการลงทุนระหว่างกัน

นายหนิง จี๋เจ่อ กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการอีอีซี ขอแสดงความคิดเห็น 3 ข้อ ดังนี้ 1.สังเกตว่าอีอีซีได้กลายเป็นยุทธศาสตร์ชาติไปแล้ว ได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วนของสังคม รัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค และยกระดับอุตสาหกรรม และนับตั้งแต่ปี 2558 ได้เสนอโครงการอีอีซีเป็นต้นมา ภายใต้ความพยายามของหน่วยงานรัฐ และบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้อง งานคืบหน้าไปมาก และในเดือนพฤษภาคมนี้ ได้ผ่าน และประกาศใช้ พ.ร.บ.อีอีซี ซึ่งเป็นหลักประกันทางกฎหมายในการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์
2.เห็นว่าพื้นที่อีอีซีมีทำเลที่ตั้งที่มีความเหมาะสมยิ่ง มีศักยภาพพัฒนามาก พื้นที่นี้อยู่ 3 จังหวัด ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี เศรษฐกิจเจริญ รายได้ต่อหัวสูงสุดในไทย ภายในพื้นที่อีอีซีนั้น การคมนาคมสะดวกสบาย อุตสาหกรรมทันสมัย สาขาอุตสาหกรรมครบครัน ขยายธุรกิจสู่แหลมอินโดจีน และภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และขยายไปถึงมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เป็นต้น เป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและมีผลต่อภูมิภาคอย่างกว้างไกล
3.เชื่อว่าอีอีซีมีความเป็นไปได้สูงที่จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียน การพัฒนาอีอีซีถือเป็นมาตรการสำคัญของไทยที่จะส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มีบทบาทต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพของการพัฒนา จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
นายหนิง จี๋เจ่อ กล่าวต่อว่า ส่วนความร่วมมือทวิภาคีจีน-ไทย และความร่วมมือจีน ไทย และญี่ปุ่น 3 ฝ่าย ในโครงการอีอีซีนั้น มีความคิดเห็น 3 ข้อ ดังนี้ 1.ยินดีขยายความร่วมมือทวิภาคีจีนไทยเพื่อพัฒนาภูมิภาค ผู้นำของจีนให้ความสำคัญต่อการประสานนโยบายข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางกับโครงการอีอีซีเดือนมกราคม ช่วงที่นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน พบ พล.อ.ประยุทธ์ ที่กรุงพนมเปญ ทั้ง 2 คน เห็นพ้องต้องกันที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งในการประสานยุทธศาสตร์ระหว่างกัน ขณะนี้ไทยกำลังดำเนินนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เพื่อยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจจีนก็กำลังเร่งพัฒนา “เส้นทางสายไหมดิจิทัล” จำนวนบริษัทยูนิคอร์น หรือ Unicorn Enterprise มากเป็นอันดับ 1 ในโลกเศรษฐกิจเครือข่าย และเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม เป็นพลังงานใหม่ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจจีน เรายินดี และประสานยุทธศาสตร์การพัฒนากับไทย
2.ยินดีร่วมมือ 3 ฝ่ายในโครงการอีอีซีเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตอนที่ พล.อ.ประยุทธ์ พบนาย หวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้แสดงท่าทีสนับสนุนความร่วมมือ 3 ฝ่ายในโครงการอีอีซีอย่างชัดเจน ผู้นำจีน ญี่ปุ่น ก็ให้ความสำคัญ และบรรลุข้อตกลงสำคัญในการร่วมมือในตลาดฝ่ายที่ 3 เดือนพฤษภาคมปีนี้ ตอนที่นาย หลี่ เค่อเฉียง เยือนญี่ปุ่น และเข้าพบนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรี และได้เป็นสักขีพยานในการลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อกันลืม หรือ MOU ว่าด้วยความร่วมมือในตลาดฝ่ายที่ 3 ความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้นำจีน ไทย ญี่ปุ่น 3 ประเทศนั้น เป็นการสร้างรากฐานที่ดีในการร่วมมือพัฒนาโครงการอีอีซี
3.ควรตระหนักว่าความร่วมมือระหว่างจีน ไทย และญี่ปุ่น 3 ฝ่ายในภูมิภาคนี้มีความสำคัญยิ่งในการผลักดันความร่วมมือพหุภาคี เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือว่าเป็นภูมิภาคหนึ่งที่มีความคึกคักทางเศรษฐกิจ โครงสร้างอุตสาหกรรมจีน ไทย และญี่ปุ่น ต่างมีเอกลักษณ์ ระบบเศรษฐกิจเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ความร่วมมือในพื้นที่อีอีซีมีศักยภาพสูง เชื่อมั่นว่าภายใต้การประสานงาน และวางแผนที่ดีของไทย 3 ฝ่าย สามารถเกิดความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เสริมจุดแข็งซึ่งกันและกัน เพื่อผลักดันโครงการอีอีซีให้คืบหน้าต่อไป
นายหนิง จี๋เจ่อ กล่าวว่า เกี่ยวกับความร่วมมือ 3 ฝ่ายในโครงการอีอีซี ตนมีข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรม 3 ข้อ ดังนี้ 1.ปฏิบัติตามแผนแม่บท เน้นบริษัทเป็นผู้ดำเนินการสำคัญ บนพื้นฐานเคารพการวางแผนเกี่ยวกับโครงการอีอีซี ขอเสนอว่าทั้ง 3 ฝ่าย ควรยืนหยัดหลักการ บริษัทเป็นตัวสำคัญ ตามหลักการทำธุรกิจ เป็นไปตามกลไกตลาด และเคารพกติกาสากล เพื่อดำเนินการความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์ต่อกัน ฝ่ายจีนสนับสนุนส่งเสริมให้บริษัท 3 ประเทศ ต่างใช้จุดแข็งของตน เสริมสร้างความร่วมมือ ผลักดันการพัฒนาของโครงการอีอีซี
2.เสริมสร้างความเข้มแข็งในการประสานงานระหว่างรัฐบาลด้วยกัน เพื่อให้การบริการแก่ความร่วมมือระหว่างบริษัท ควรส่งเสริมการประสานงานระหว่างรัฐบาลเพื่อเป็นการให้การบริการแก่บริษัทให้เกิดความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ส่งเสริมบริษัท 3 ฝ่าย แบ่งปันข้อมูล ที่เกี่ยวกับนโยบาย โครงการ เป็นต้น เพื่อให้บริการอย่างบูรณาการ
3.เริ่มจากโครงการที่เป็นรูปธรรม ค่อยๆ ขยายจากจุดร่วมกันสู่ความร่วมมือรอบด้าน ส่งเสริมให้บริษัท 3 ฝ่ายมีความร่วมมือจากโครงการที่เป็นรูปธรรม ศึกษาหารือเกี่ยวกับความร่วมมือในโครงการ และศึกษาความเป็นไปได้ถึงความร่วมมือในโครงการใหญ่ และสาขาอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อแสวงหาจุดร่วมของความร่วมมือแล้วค่อยขยายผลสู่ความร่วมมือรอบด้าน
“ผมขออำนวยพรให้การสร้างสรรค์อีอีซีคืบหน้าอย่างราบรื่น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบริษัทจีน ไทย และญี่ปุ่น 3 ประเทศ ประสานงาน ร่วมมืออย่างใกล้ชิด และใช้จุดแข็งของตนให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อพัฒนาอีอีซีเป็นระเบียงแห่งความร่วมมือ ระเบียงแบบวิน-วิน ระเบียงแห่งการพัฒนาและเขตพัฒนาพิเศษแห่งมิตรภาพ เพื่อสร้างคุณูปการต่อความร่วมมือพหุภาคี ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค และต่อการเพิ่มพูนความผาสุกแก่ประชาชนชาวไทย” นายหนิง จี๋เจ่อ กล่าว


