หน้าแรก เศรษฐกิจ สรท.ชี้เม.ย.ไ...

สรท.ชี้เม.ย.ไทยขาดดุลการค้า 4.8 หมื่นล.แต่คงเป้าส่งออกโต8% จับตาค่าเงิน-สงครามการค้า-ราคาน้ำมัน(มีคลิป)

5.06.18 | 15:08 น.

นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก เปิดเผยว่า สภาผู้ส่งออก ยังคงคาดการณ์การส่งออกของไทยในปี 2561 เติบโตเท่ากับ 8% ตามที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าไว้ แม้การส่งออกในเดือนเมษายนขยายตัวต่อเนื่องในระดับสูงเป็นเดือนที่ 14 ที่ระดับ 12.3% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การนำเข้า ขยายตัว 20.4% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 1,283 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมูลค่า 48,659 ล้านบาท

นางสาวกัณญภัค กล่าวว่า การส่งออกของไทยเดือนเมษายนปี 2561 สูงเป็นลำดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศอาเซียน แซงหน้าประเทศเวียดนาม ทั้งนี้ เกิดจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของทั้งประเทศคู่ค้าหลักและรองยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยการส่งออกของไทยสามารถกระจายการขยายตัวได้ดี อาทิ สหภาพยุโรป, ญี่ปุ่น, อินเดีย, CLMV โดยเฉพาะตลาดจีน ที่กลับมาขยายตัวสูงสุดในรอบ 8 เดือน ที่ 19.9% หลังจากหดตัวเนื่องจากสถานการณ์ราคายางตกต่ำเป็นเวลานาน ทั้งนี้ เป็นอานิสงส์จากการส่งออก สินค้าในกลุ่มเกษตรและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โดยเฉพาะสินค้าทุเรียน ที่รัฐบาลไทยร่วมมือกับ อาลีบาบา กรุ๊ป ทำข้อตกลงซื้อขายสินค้า เกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรโดยที่สนับสนุนการขายผ่าน e-Commerce Platform ทำให้การส่งออกทุเรียนจากไทยไปจีน ขยายตัวที่ 774%

“ภาวะการส่งออก 4 เดือนแรกของปี 2561 ยังคงขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจโลก แต่ทั้งนี้ยังคงมีความเสี่ยงจากค่าเงินบาทที่ผู้ประกอบการควรจะต้องทำประกันความเสี่ยงอยู่ ประกอบกับเหตุมาจากสถานการณ์ความไม่มั่นคงทางภูมิศาสตร์การเมือง และความไม่แน่นอนของนโยบายการกีดกันการค้าระหว่างประเทศและปัจจัยทิศทางราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นซึ่งอาจส่งผลต่อภาคการค้าระหว่างประเทศ ในระยะต่อไป” นางสาวกัณญภัค กล่าว

นางสาวกัณญภัค กล่าวว่า ประเด็นที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกไทย ประกอบด้วย 1.ความผันผวนของค่าเงินบาท โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเล็กน้อย จากแรงเทขายเพื่อเก็งกำไรค่าเงินในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงินบาทค่อนข้างทรงตัวและผันผวนในกรอบ 31.90-32.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่สภาผู้ส่งออก ยังคงสมมติฐานค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ (อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคาร ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2561 เท่ากับ 32.013 บาทต่อเหรียญสหรัฐ) ดังนั้นผู้ส่งออกควรติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดและควรทำประกันความเสี่ยงป้องกันความผันผวนจากค่าเงิน 2.แม้สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ (Trade War) มีแนวโน้มคลี่คลายลง หากแต่ทั้งสองต่างตกลงที่จะนำเข้าสินค้าจากฝ่ายตรงข้ามมากขึ้นเพื่อเป็นการลดการขาดดุลทางการค้า เป็นผลกระทบทางอ้อมที่จีนหรือสหรัฐฯจะนำเข้าสินค้าจากไทยน้อยลงในฐานะห่วงโซ่อุปทาน 3.ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางและมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐ ทำให้ราคาน้ำมันและราคาก๊าซหุงต้มปรับตัวขึ้น อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่งสินค้าปรับสูงขึ้น อีกทั้งยังกระทบต่อความสามารถในการบริโภคของอุปสงค์ภายในประเทศ อันส่งผลต่อผลกำไรของผู้ประกอบการในทางอ้อม

Advertisement

4.มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศต่างๆ อาทิ กลุ่มสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันการนำเข้ารถยนต์จากเวียดนาม ซึ่งอาจทำให้ภาคการส่งออกของไทยสะดุดลงได้ กอปรกับล่าสุดสหภาพยุโรป (อียู) อาจมีการยื่นฟ้ององค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ในกรณีการขึ้นภาษีเหล็ก และเหล็กกล้าที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้บรรยากาศการค้าโลกสามารถสะดุดลงได้ และ 5.สถานการณ์ในอิตาลี ทั้งด้านการเมือง ความเสี่ยงจากระดับหนี้สาธารณะในปริมาณมาก และการรักษาสมาชิกภาพในฐานะประเทศผู้ก่อตั้งสหภาพยุโรป

นางสาวกัณญภัค กล่าว ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มกลับมาปรับตัวเพิ่ม หลังจากนักลงทุนคลายความกังวลในข่าวลือการปรับเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อทดแทนการผลิตจากเวเนซุเอล่า และการคว่ำบาตรอิหร่าน ซึ่งนโยบายดังกล่าวต้องรอความชัดเจน ในการประชุมกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก หรือโอเปคในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้อีกครั้ง ทั้งนี้ผู้ผลิตน้ำมันจะยังคงนโยบายลดกำลังการผลิตจนถึงสิ้นปี เพื่อปรับสมดุลอุปทาน ส่วนเกินของปริมาณน้ำมันดิบในระบบให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

“สรท. คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบเดือนมิถุนายน 2561 จะเคลื่อนไหวในกรอบ 75 – 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในขณะที่น้ำมันดิบเบรน์ เดือนมิถุนายน 2561 จะเคลื่อนไหวในกรอบ 72 – 77 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล” นางสาวกัณญภัค กล่าว