นายตรรก บุนนาค ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหารด้านโกลบอลมาร์เก็ต ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ(จีดีพี) ปีนี้เป็น 4.7% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 4% โดยเศรษฐกิจไทยปีนี้ฟื้นตัวชัดเจน ตามทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจโลก รวมทั้งประเมินว่าจะมีการจัดการเลือกตั้งในปีหน้า ความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย สำหรับแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัว 9% จากเดิม 5% ขณะที่การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัว 8% จากเดิมที่ 10% เพราะกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างใหม่ทำให้มีการเบิกจ่ายล่าช้าไปบ้าง อย่างไรก็ดี ผลจากการส่งออก รวมทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐและเม็ดเงินโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(อีอีซี) ที่กำลังทยอยออกมา ทำให้เอกชนมีความเชื่อมั่นที่จะลงทุนมากขึ้น คาดลงทุนเอกชนขยายตัว 4.1% จากเดิม 3.5% ส่วนการบริโภคเอกชนปรับดีขึ้นต่อเนื่องคาดขยายตัว 3.8% จาก 3.3%
“จีดีพีไตรมาสแรกขยายตัวได้สูงกว่าคาดถึง 4.8% จากที่ประเมินไว้ที่ 4.2% คาดว่าในช่วงที่เหลือของปีอัตราการขยายตัวอาจจะชะลอลงบ้าง แต่ยังสูงกว่า 4% ทุกไตรมาส โดยปัจจัยที่ต้องติดตามเพราะอาจจะมีผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจมาจากต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคต่างๆ อาทิ การพบกันระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐและเกาหลีเหนือ รวมทั้งภูมิภาคยุโรป เช่น เบร็กซิท การเมืองในอิตาลี นอกจากนี้ต้องติดตามราคาน้ำมันดิบว่าจะมีทิศทางอย่าง
นายตรรก กล่าวว่า ด้านทิศทางอัตราดอกเบี้ยไทย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 1 ครั้ง หรือ 0.25% ในช่วงปลายปีนี้หลังจากคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.50% มาในช่วง 2-3 ปี ซึ่งพื้นฐานเศรษฐกิจไทยขณะนี้มองว่าการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นสามาถทำได้ และอัตราเงินเฟ้อเริ่มสูงขึ้นซึ่งที่ผ่านมา กนง. ยังรอให้เศรษฐกิจขยายตัวกระจายตัวทั่วถึง โดยเริ่มเห็นการปรับขึ้นอัตรานโยบายของประเทศในอาเซียนขึ้นแล้ว เช่น อินโดนีเซีย มาเล เซีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น
ทั้งนี้ ด้านการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) คาดว่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง หรือ 0.50% ในการประชุมเดือนนี้และ และในช่วงครึ่งปีหลังอีก 1 ครั้ง ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับขึ้นส่งผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายต่อเนื่องไปทะลุ 3% ซึ่งช่วงที่ผ่านมามีเงินทุนไหลออกสุทธิในตลาดไทย 3 หมื่นล้านบาท โดยตลาดหุ้นไหลออกสุทธิ 1.3 แสนล้านบาท ส่วนตลาดพันธบัตรมีเงินไหลเข้าสุทธิ 1 แสนล้านบาท ทำให้ค่าเงินบาทไทยยังมีแนวโน้มผันผวน ซึ่งตั้งแต่ต้นปีค่าเงินบาทแข็งค่า 1.33% แค่หากพิจารณาเฉพาะช่วงที่ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐขึ้นไปที่ 3% พบว่ามีเงินทุนไหลออกทำให้ค่าเงินบาทไทยช่วงนั้นอ่อนค่า 3% เป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศในภูมิภาคและประเทศเกิดใหม่

