“ผู้จัดการตลท.คนใหม่” ประกาศดันมาร์เก็ตแค็ปหุ้นไทย โตทันสิงคโปร์ในอีก 5 ปี

7.06.18 | 19:16 น.

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยในงานแถลงวิสัยทัศน์กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 13 ว่า พร้อมขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ที่มุ่งพัฒนาตลาดทุน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เติบโตอย่างมีคุณภาพหรือเป็นเวลล์บีอิ้งค์ และเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้าว่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดทุน (มาร์เก็ตแค็ป) ของตลาดหลักทรัพย์ไทย จะเติบโตเทียบเท่าตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ในปี 2566

พัฒนาการของตลาดหลักทรัพย์ไทย มูลค่ามาร์เก็ตแค็ปเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมาร์เก็ตแค็ปตลาดหลักทรัพย์ไทยอยู่ที่ประมาณ 5.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่มาร์เก็ตแค็ปตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์อยู่ที่ประมาณ 8.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับ 5 ปีที่แล้วที่มาร์เก็ตแค็ปตลาดหลักทรัพย์ไทยอยู่ที่ 3.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่มาร์เก็ตแค็ปตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์อยู่ที่ 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

“คาดว่ามาร์เก็ตแค็ปตลาดหลักทรัพย์ไทยจะเติบโตทันตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ได้ภายในปี 2566 สอดคล้องกับที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีตั้งเป้าการเติบโตของตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยมาจากปัจจัยการเพิ่มทุนของบริษัทจดทะเบียน 2.5 แสนล้านบาท และการนำหุ้นใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (ไอพีโอ) 2.5 แสนล้านบาท หรือประมาณ 40 บริษัทต่อปี และดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 10%” นายภากรกล่าว

นายภากรกล่าวว่า ส่วนทิศทางการดำเนินงาน จะใช้กลยุทธ์สร้างจุดเปลี่ยน เสริมจุดปรับ ชูจุดขาย คงจุดยืน โดยกลยุทธ์แรก การสร้างจุดเปลี่ยน จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพให้บริการแบบครบวงจร พร้อมสร้างแพลตฟอร์มเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและเน้นการทำงานร่วมกันในตลาดทุน เช่น การพัฒนาระบบการชำระเงินแบบใหม่ (ฟินเน็ต) ในเฟสที่ 2 เพื่อให้นักลงทุนได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น กลยุทธ์ที่ 2 เสริมจุดปรับ เตรียมความพร้อมบุคลากรในตลาดหลักทรัพย์และตลาดทุน เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการปฏิรูปกฎเกณฑ์และขั้นตอนการทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล

Advertisement

กลยุทธ์ที่ 3 ชูจุดขาย โดยการสร้างตลาดทุนไทยให้โดดเด่นยิ่งขึ้น เช่น บริษัทจดทะเบียนกลุ่มโรงพยาบาล เป็นอันดับ 5 ของโลก บริษทัจดทะเบียนกลุ่มโรงแรม เป็นอันดับที่ 10 ของโลก และกลยุทธ์ที่ 4 คงจุดยืน ส่งเสริมตลาดทุนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ และเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการใหม่ทั้งผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสตาร์ตอัพ

“สำหรับปัจจัยเสี่ยงของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี ประเมินว่าปัจจัยพื้นฐานของประเทศในขณะนี้ยังแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทั้งการบริโภคภายในประเทศ การลงทุน การใช้จ่าย การส่งออก และการท่องเที่ยว ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1/2561 ก็ออกมาดี และหนี้สาธารณะก็ยังอยู่ในระดับต่ำ” นายภากรกล่าว