ปตท.ปรับทัพรับเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก บินลัดฟ้าเยอรมนี..เรียนรู้นวัตกรรม พร้อมลุย‘อีวี’ธุรกิจใหม่ทดแทนน้ำมัน

10.06.18 | 14:30 น.
เทวินทร์ วงษ์วานิช

เมื่อเร็วๆ นี้ นายเทวินทร์ วงษ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) พร้อมผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ปตท. นำคณะสื่อมวลชนบินลัดฟ้าสู่ประเทศเยอรมนี โดยปักหมุดการเดินทางไว้ 2 เมืองสำคัญ คือ แฟรงก์เฟิร์ต และมิวนิก

เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้ คือ การเรียนรู้เทคโนโลยีจากประเทศเยอรมนีเป็นที่ทราบกันดีว่าโดดเด่นในด้านนวัตกรรม อุตสาหกรรมขั้นสูง รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศถิ่นกำเนิดแบรนด์รถยนต์ระดับโลก อย่างบีเอ็มดับเบิลยูที่กำลังเดินหน้าสู่ เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (อีวี)

นายเทวินทร์ได้พูดถึงภาพรวมธุรกิจพลังงานและกลยุทธ์ของ ปตท.ว่า ปัจจุบันธุรกิจพลังงานกำลังเผชิญกับ 5 ปัจจัยท้าทาย คือ 1.การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรุนแรงส่งผลกระทบทั้งด้านซัพพลายและดีมานด์ และภาคอุตสาหกรรม อาทิ ความเร็วในการประมวลผลเร็วกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไป 100 ล้านเท่า คลื่นสัญญาณที่มีความเร็วและความเสถียรเป็นอย่างมากเพื่อให้สามารถใช้ IoTs ได้ และแบตเตอรี่ราคาถูกลง

2.พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป-ใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น 3.การตระหนักถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศในยุโรป จีน และญี่ปุ่น ต่างลงทุนพลังงานทดแทนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่ไทยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20-25% ภายในปี 2030 (พ.ศ.2573) 4.ความต้องการพลังงานลดลง และ 5.ใช้พลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

และซีนาริโอของเชลล์ บริษัทพลังงานชั้นนำของโลกยังคาดการณ์ว่าในปี 2070 (พ.ศ.2603) ระบบพลังงานไฟฟ้าจะทดแทนระบบพลังงานจากฟอสซิล ดังนั้น สำหรับ ปตท.ปัจจุบันจึงมีแผนเข้าสู่พลังงานไฟฟ้าเช่นกัน ปัจจุบันมีบริษัทลูกดำเนินการในบางส่วนแล้ว ทั้งหมดถือเป็นแผนที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจใหม่ เดินหน้าคู่กับธุรกิจหลักที่ดำเนินการอยู่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเพื่อรองรับฟอสซิลที่จะลดลงในอนาคต โดยธุรกิจหลักอย่างน้ำมันคาดว่าจะเป็นเชื้อเพลิงที่มีความสำคัญในช่วง 10-20 ปีข้างหน้า ก่อนมุ่งสู่รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี)

Advertisement

ขณะเดียวกันจะมุ่งธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) เพราะยังมีแนวโน้มเติบโตยาวนานกว่าน้ำมัน จึงตั้งเป้าหมายเข้าสู่ธุรกิจก๊าซแอลเอ็นจีตลอดห่วงโซ่อุปทานรูปแบบคล้ายธุรกิจน้ำมัน มุ่งทั้งการผลิต การขนส่ง รวมทั้งจะมุ่งธุรกิจผลิตไฟฟ้าทั้งจากเชื้อเพลิงก๊าซ พลังงานทดแทน และพร้อมจะลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน รถยนต์ไฟฟ้า และสถานีชาร์จ รวมทั้งจะศึกษาธุรกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ

ซีอีโอ ปตท.แสดงความเห็นถึงเทคโนโลยียานยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า หรืออีวีที่กำลังกล่าวถึงอย่างมากในปัจจุบัน กลุ่มผู้บริหาร ปตท.ได้ลำดับแนวโน้มอุตสาหกรรมนี้และมองว่าไทยจะใช้รถอีวีอย่างแพร่หลายดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมเพราะเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วส่งถึงต้นทุนการผลิตที่ลดลงด้วย ประเมินว่าไทยจะมีการใช้รถอีวีอย่างน้อย 1.2 ล้านคันในอีก 15-20 ปีข้างหน้า ปตท.จึงมีแผนลงทุนสถานีชาร์จรถอีวี (PTTEV Station) ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งเครื่องชาร์จไฟฟ้าแล้วจำนวน 21 สถานีในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล และเมื่อได้รับใบอนุญาตและการอนุญาตการประกอบกิจการพลังงาน โดยจดแจ้งขออนุญาตจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เรียบร้อยแล้วก็จะเปิดให้บริการต่อไป

นอกจากนี้ ปตท. ยังเป็นผู้ดำเนินการด้าน Software ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในโครงการสนับสนุนการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้าของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และสมาคมยานยต์ไฟฟ้าไทย โครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการใช้อีวีในประเทศ กระตุ้นให้ประชาชนใช้อีวีเพิ่มมากขึ้น และยังร่วมกับอีก 23 องค์กร ได้แก่ ผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า บริษัทรถยนต์ บริษัทผู้จำหน่ายเครื่องอัดประจุไฟฟ้า ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อสร้างความร่วมมือการพัฒนาระบบเชื่อมต่อการใช้งานของแต่ละเครือข่ายเข้าด้วยกัน เพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

ด้านตัวแทน บริษัท จีแอลที กรีน (ประเทศไทย)จำกัด ผู้พัฒนาท่อก๊าซธรรมชาติ รถขนก๊าซ ซีเอ็นจีและเอ็นจีวี ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทได้เริ่มทำธุรกิจติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2556 จนปัจจุบันได้ให้บริการชาร์จแล้ว 73 หัวจ่าย ตั้งเป้าภายในปีนี้จะมี 160 หัวจ่าย เปิดให้บริการแบบสาธารณะกับ 4 องค์กร คือ กฟผ. ปตท. บีเอ็มดับเบิลยู และนิสสัน

“อัตราค่าใช้พลังงานสำหรับรถยนต์ทั่วไปอยู่ที่ 3 บาทต่อกิโลเมตร (กม.) ขณะที่รถที่ใช้ระบบปลั๊กอินไฮบริดจะใช้อัตรา 1 บาทต่อกม. ส่วนรถอีวีแค่ 70 สตางค์ต่อกม. เบื้องต้นเสนอผู้ให้บริการคิดอัตราชาร์จที่ 40 บาทต่อ 1 ชั่วโมง หรือเฉลี่ย 2 บาทต่อ กม. ใช้เวลาชาร์จสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าขนาดปกติครั้งละ 2 ชั่วโมงครึ่ง”

ถือเป็นก้าวย่างสำคัญของ ปตท.ที่มุ่งหน้าสู่ผู้นำเทคโนโลยีที่ทั่วโลกต่างก็หมายปอง

ปิยะวรรณ ผลเจริญ