ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กผ่าน “Thirachai Phuvanatnaranubala” ว่า
“พล.อ.ประยุทธ์รู้ปัญหาสูตรราคาน้ำมันขายคนไทย ที่ให้กำไรโรงกลั่นสูงเกินไป – หรือเปล่า?”
มีคนส่งรูป พล.อ.ประยุทธ์ลงนามในเอกสารของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 (ข้างล่าง)

เครดิตภาพ จากเฟซบุ๊ก “Thirachai Phuvanatnaranubala”
ทั้งนี้ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันอันดับต้นในประเทศไทยนั้น เป็นบริษัทลูกของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ตามที่ผมวิเคราะห์ว่า รัฐในอดีตกำหนดสูตรราคาน้ำมัน ที่โรงกลั่นขายคนไทยสูงเกินไป … โดยให้เท่ากับสิงคโปร์ แถมบวกค่าขนส่งเทียม ค่าประกันภัยเทียม และค่าสูญเสียเทียม จากสิงคโปร์มาไทย …ทั้งที่โรงกลั่นในไทยไม่มีการจ่ายเงินจริง!
ทำให้โรงกลั่นในไทย ได้กำไรจากคนไทยสูง และเปิดให้เอากำไรจากคนไทย ไปตัดราคาส่งออก เท่ากับรัฐให้ประโยชน์โรงกลั่นแบบสองต่อนั้นโรงกลั่นที่ได้ประโยชน์ลักษณะนี้ ไม่ใช่เฉพาะโรงกลั่นที่เป็นของคนไทย แต่โรงกลั่นต่างชาติก็พลอยได้ประโยชน์ไปด้วย
ตัวอย่างโรงกลั่นต่างชาติ เช่น โรงกลั่นสตาร์ปิโตรเลียม ที่นายมนูญ ศิริวรรณ เป็นหรือเคยเป็นกรรมการบริษัท SPRC (โรงกลั่นน้ำมัน Caltex) ตามลิงก์และรูปถ่ายข้างล่าง นโยบายนี้ จึงมีผลเป็นการเฉือนเนื้อคนไทยไปให้ต่างชาติ! ทั้งนี้ ถึงแม้บริษัทดังกล่าวจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น แต่เชฟรอนก็ยังเป็นบริษัทแม่
อย่างไรก็ดี สำหรับบริษัทไทยใหญ่สุดที่ทำธุรกิจโรงกลั่นด้วยนั้น บริษัทนี้มีเอกชนถือหุ้น 49% ซึ่งมีบางส่วนเป็นชาวต่างชาติเหมือนกัน ดังนั้น นโยบายสูตรราคา ซึ่งมีผลเป็นการเฉือนเนื้อคนไทยไปให้ต่างชาตินั้น …
ต่างชาติได้รับประโยชน์ ผ่านการถือหุ้นในบริษัทไทยที่เป็นเจ้าของโรงกลั่นอีกทอดหนึ่งด้วย! ผมเห็นว่า รัฐบาลที่สมควรรื้อแก้ไขสูตรนี้มากที่สุด คือรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะ
1) อยู่มาแล้ว 4 ปี มีเวลามากพอที่จะทำสิ่งที่ดีให้แก่ประชาชน 2) ในช่วง 4 ปี ราคาน้ำมันโลกลดต่ำลงอย่างมาก เป็นสถานการณ์ที่จะแก้ไขปัญหาเก่าๆ ได้อย่างละมุนละม่อม 3) ไม่มีนายกรัฐมนตรีไทยคนใด ที่เข้าใจปัญหานี้ได้ทะลุปรุโปร่งเท่ากับ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะท่านเคยเป็นประธานคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการ ของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันอันดับต้นในประเทศไทย 4) บุคคลที่ พล.อ.ประยุทธ์แต่งตั้งเข้ามาเป็นรัฐมนตรีพลังงาน ดร.ศิริก็เคยเป็นกรรมการของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ด้วย จึงเป็นผู้ที่รู้ปัญหานี้อย่างดี เท่าเทียมกับ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าว มีผลกระตุ้นให้โรงกลั่นขยายกำลังผลิต เพื่อส่งออกเพิ่มขึ้นตลอดเวลา
ดังเห็นได้ว่า ในขณะนี้ถึงแม้กำลังกลั่นในไทยเกินความต้องการในประเทศอยู่แล้ว ถึง 1 ใน 5 แต่ก็ยังมีหลายบริษัท ที่ประกาศแผนจะขยายกำลังผลิตเพิ่มขึ้นอีก เป็นการสวนกระแสการกลั่นน้ำมันของโลก และโรงกลั่นที่ประกาศแผนขยายดังกล่าว ก็รวมถึงโรงกลั่นสตาร์ปิโตรเลียม ที่นายมนูญ ศิริวรรณ เป็นกรรมการ
ส่วนโรงกลั่นไทยออยล์ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ และ ดร.ศิริ เคยเป็นกรรมการนั้น ก็ประกาศแผนจะขยายจาก 2.75 แสนบาร์เรลต่อวัน เป็น 4 แสน
รัฐจึงควรแก้ไขสูตรราคาดังกล่าวเร็วที่สุด เพราะยิ่งขยายกำลังผลิตเพื่อส่งออกมากขึ้น เนื้อที่เฉือนจากคนไทย ไปจุนเจือโรงกลั่น และตลาดส่งออก …
ก็มีแต่จะเป็นชิ้นใหญขึ้น!
แต่ผมต้องยอมรับว่า การยกเลิกสูตร จะทำให้กำไรของโรงกลั่นลดลง อาจกระทบตลาดหุ้น …อย่างไรก็ดี ถึงเวลาแล้ว ที่โรงกลั่นจะต้องยืนบนขาของตัวเอง โดยไม่มีแต้มต่อพิเศษดังในอดีต น่าสงสัยจริง อะไรเป็นเหตุผลหลักที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ยอมรื้อสูตรขายคนไทย ทั้งที่มีโอกาสดีที่สุด และเข้าใจเรื่องมากที่สุด นอกจากนี้ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ยังยกเอาระบอบการอิงราคานำเข้าสำหรับน้ำมัน ยกไปใช้กับก๊าซหุงต้ม! โดยยกเลิกเพดานที่รัฐบาลในอดีตเคยกำหนดไว้อีกด้วย!
ซึ่งมีผลทำให้ประชาชนเดือดร้อน ต้องซื้อก๊าซหุงต้มแพงขึ้นอย่างมากนโยบายรัฐบาลในอดีตที่ดี ก็ไปยกเลิก! นโยบายรัฐบาลในอดีต ที่ไม่ดี ก็ไม่แก้ไข!

