นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในเวทีตรวจสอบการประพฤติมิชอบ นโยบายรัฐเรื่องพลังงาน น้ำมัน และก๊าซหุงต้ม ที่มีผลกระทบต่อประชาชนทุกภาคส่วน หัวข้อเรื่อง “แก้ปัญหาพลังงานอย่างไร ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน” โดยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และเครือข่ายตรวจสอบ ภาคประชาชน ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ว่า ทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก มีความผันผวนตามสถานการณ์ในต่างประเทศที่มีสัดส่วนการผลิตน้ำมันจำนวนมาก ซึ่งราคาน้ำมันอาจจะขึ้นหรือลงก็ได้ แต่สำหรับราคาน้ำมันในประเทศนั้น สิ่งที่อยากเสนอ คือ 1.คสช.ควรจะทำให้ราคาเอทานอลสอดคล้องกับความเป็นจริงและเหมาะสม จากปัจจุบัน 20 กว่าบาทต่อลิตร เหลือ 15 บาทต่อลิตรตามราคาน้ำมันในตลาดโลก
2.ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นสามารถอ้างอิงราคาที่สิงคโปร์ได้ แต่ต้องไม่รวมค่าขนส่ง 3.ค่าการตลาดควรปรับลดลง 4.ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ถ้าราคาน้ำมันขึ้นต้องปรับลด 5.ราคาน้ำมันปรับลดลงแต่ ปตท.กลับกำไรเพิ่มขึ้น สวนทางบริษัทอื่น และกรณี ออยด์แซนด์ ที่ซื้อหุ้นบ่อน้ำมันในแคนาดา ซึ่งต้นทุนการกลั่นของบ่อดังกล่าวต่อบาร์เรลสูงถึง 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็นโครงการในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์และขณะนี้ไม่มีการเปิดกลั่น เป็นต้น
” ท่านประยุทธ์ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ถามผมว่าช่วงที่ผมเป็นรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ซึ่งผมทำหลายอย่าง อาทิ การยกเลิกเบนซิน 91 เครดิตการ์ดพลังงานช่วยแท็กซี่และจักรยานยนต์รับจ้าง เป็นต้น ดังนั้น ผมขอถามกลับท่านว่า 4 ปี ที่ท่านเข้ามาเรื่องพลังงานท่านทำอะไรบ้าง เพราะสิ่งที่ท่านทำสวนกระแสโลก เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ประเทศอื่นเลิกกันแล้วกลับเดินหน้า ด้าน ปตท.ต้องชัดเจนว่าตัวเองเป็นอะไรเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์รัฐต้องไม่อุดหนุน แต่หากเป็นพลังงานของชาติ ก็ต้องทำให้ประชาชนใช้น้ำมันในราคาที่ถูกที่สุดให้ได้” นายพิชัยกล่าว
นายธีรชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า นโยบายพลังงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผิดพลาด ทำให้ประชาชนลำบาก และเศรษฐกิจประเทศเสียหาย กรณีที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกแพงต้องปรับตัวสู้นั้น เป็นเรื่องที่ประชาชนรับได้ แต่ที่รับไม่ได้คือ ยังมีการบิดเบือนโครงสร้างกำไรของธุรกิจน้ำมันอยู่ จึงต้องแก้ที่โครงสร้างนี้ก่อน เพราะแต่เดิมนั้นรัฐบาลก่อนๆ มีนโยบายหนุนให้ไทยเป็นศูนย์การกลั่นน้ำมัน เพราะหากมีการกลั่นน้ำมันเอง จะสะท้อนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ดังนั้น เพื่อจูงใจการเข้ามาตั้งโรงกลั่น และเพื่อช่วยเหลือให้คืนทุนได้เร็ว จึงให้ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นของไทยเท่าสิงคโปร์และบวกค่าขนส่ง ซึ่งเป็นค่าขนเทียมเพราะไม่ได้มีการนำเข้าจริง ทำให้ราคาขายน้ำมันในประเทศแพง
“นโยบายด้านพลังงานที่ในอดีตการบิดเบือนไม่แสดงอาการ แต่มาแสดงอาการในรัฐบาลนี้ โดยแต่ละปีไทยมีการส่งออกน้ำมันปีละกว่า 2 แสนล้านบาท รวม 4 ปีที่รัฐบาลนี้เข้ามามีการส่งออกแล้วกว่า 8 แสนล้านบาท สะท้อนว่าจีดีพีไทยดีขึ้นแน่นอน เพราะโรงกลั่นได้กำไร ทำให้ตลาดหุ้นคึกคัก แต่เศรษฐกิจไทยโตแบบตัวเลขเทียม เพราะโรงกลั่นได้กำไรจากกระเป๋าประชาชน กำลังซื้อก็อ่อนลง ปัญหานี้จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข รัฐบาลนี้มีโอกาสแก้ไขเพราะเป็นยุคที่ราคาน้ำมันต่ำ แต่การแก้ปัญหาก็ทำผิดพลาดควรแก้โครงสร้างและนโยบายกลับใช้กองทุนน้ำมันมาอุดหนุน เป็นการเฉือนเนื้อคนจนไปให้คนรวยในตลาดหุ้น เช่นเดียวกับก๊าซแอลพีจี หรือก๊าซหุงต้ม ที่ควรเปิดเสรีการแข่งขันของผู้ประกอบการแต่ดันไปเปิดเสรีเพดานราคา เมื่อเกิดขึ้นในภาวะที่ไม่มีการแข่งขันของผู้ประกอบการราคาก๊าซก็มีแต่ขึ้น ประชาชนมีความเดือดร้อน”
ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์จะเสนอถึงรัฐบาล 4 ข้อ คือ 1.ถึงเวลาต้องรื้อโครงสร้างธุรกิจน้ำมัน คือ ราคาที่โรงกลั่นขายคนไทย ควรใช้ราคาส่งออกขายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขด่วนที่สุด 2.รัฐบาลต้องต้องทำให้เกิดการแข่งขันที่แท้จริง เพราะขณะนี้ กำลังการกลั่นทั้งหมด 60% อยู่ภายใต้การบริษัท ปตท. จำนวนนี้ ถือว่ามากเกินไป ซึ่ง ปตท.ถูกแปรรูปไปแล้ว ดังนั้น กำลังการกลั่นที่กระจุกตัวไม่ว่ารัฐบาลจะเปิดอะไรมาก็ควบคุมไม่ได้ รายอื่นก็แข่งไม่ได้ 3.สิ่งที่ต้องยอมรับว่าผิดพลาดคือ การลอยตัวราคาก๊าซแอลพีจี ที่ควรจะยกเลิก เพราะหากไม่มีการแข่งขันของโรงกลั่นไม่สามารถเปิดเสรีราคาได้ และ 4.ควรมีการทบทวนบทบาทกองทุนน้ำมัน เพราะมองว่าเป็นใช้เพื่อปิดบังกำไรเกินที่ควรของโรงกลั่น ซึ่งบทบาทกองทุนน้ำมัน นอกจากนี้ ในส่วน ปตท.ที่ได้แปรรูปไปแล้ว แต่ถึงเวลาที่ต้องตั้งคณะกรรมการจากหลายกระทรวงเข้ามาดูแลว่า ปตท.ใช้อำนาจแต้มต่อในการเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ตรงไหนบ้าง ควรจะเปลี่ยนให้เป็นเอกชนเพียวๆ ไม่ต้องอาศัยแต้มต่อ ถ้าทำได้แก้ไขปัญหานโยบายพลังงานที่ถูกต้อง
หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า หากรัฐบาลมีการดำเนินการตามข้อเสนอ รัฐบาลสามารถลดราคาน้ำมันได้ถึง 3 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) โดยหากใช้ราคาหน้าโรงกลั่นเท่ากับการส่งออก จะลดราคาหน้าโรงกลั่น 1 บาท และลดจากราคาเอทานอลอีก 1 บาท และสามารถลดจากค่าการตลาดได้อีกราว 1 บาท ซึ่งคนไทยใช้น้ำมันวันละ 100 ล้านลิตร ถ้าราคาลดลงได้ 3 บาท รวมวันละ 300 ล้านบาท หรือ 1 ปีคิดเป็นประมาณ 1 แสนล้านบาท เป็นตัวเลขมหาศาล ที่จะกลับไปอยู่ในกระเป๋าคนไทย ทำให้คนไทยมีกำลังในการใช้จ่ายมีมากขึ้น แต่หาก 1 แสนล้านบาทนี้รัฐบาลไม่แก้ไขปัญหาเงินเหล่านี้ก็จะไปในกระเป๋านายทุน เป็นเหมือนการชักเย่อ นายกรัฐมนตรีต้องเลือกว่าจะเลือกอยู่ข้างใคร
นางรสนา โตสิตระกูล อดีตประธานกรรมาธิการการศึกษาตรวจสอบเรื่องทุจจิต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา กล่าวว่า อยากตั้งคำถาม กองทุนน้ำมันเข้าข่ายกระบวนการฟอกเงินหรือไม่ เพราะตั้งขึ้นไม่มีกฎหมายรองรับ และการใช้เงินไม่ต้องเข้าการพิจารณาของสภา ซึ่งเงินในกองทุนนี้เอามาชดเชยไม่ได้ชดเชยราคาน้ำมันแต่ชดเชยราคาเอทานอล ปัจจุบันราคาในตลาดโลกที่ 12-15 บาท ขณะที่ในประเทศราคาสูงถึง 20 กว่าบาท ทั้งนี้ คณะกรรมการตรวจการแผ่นดินชี้ว่ากองทุนนี้ผิดกฎหมาย แต่กองทุนนี้รัฐบาลก็ยังไม่ยอมเลิก ซึ่งรัฐบาลนี้ต้องไปแก้ไข อย่างไรก็ดี สิ่งที่รัฐบาลทำได้ คือ เปิดเพดานราคาก๊าซแอลพีจี โดยให้อ้างอิงราคาในตลาดโลก ใช้ราคาซื้อขายระยะสั้น หรือราคาอ้างอิงรายสัปดาห์ ซึ่งราคาก็ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชาชนต้องซื้อก๊าซถังละ 450 บาท ราคาจริงควร 270 บาท

