นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ที่มีนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ได้พิจารณากลไกดูแลราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) สำหรับประชาชน มีมติตรึงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)ให้อยู่ระดับ 363 บาทต่อ15กิโลกรัม(กก.)ต่อไป เทียบจากราคาแอลพีจีตลาดโลกที่เคลื่อนไหวระดับ 540 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยจะใช้เงินกองทุนน้ำมันบัญชีแอลพีจีเข้าอุดหนุนจำนวน 346 ล้านบาทต่อเดือน จากปัจจุบันมีเงินกองทุนฯเหลืออยู่ที่ 392 ล้านบาท หากเดือนกรกฎาคมราคาแอลพีจีตลาดโลกสูงขึ้นอีกก็จะทำให้เงินกองทุนฯไม่เพียงพอ ดังนั้นจะติดตามสถานการณ์ราคารายสัปดาห์เพื่อกำหนดแนวทางดูแลต่อไป อาทิ ให้โรงกลั่นหรือผู้นำเข้ารับภาระก่อนแล้วกองทุนใช้คืน การนำเงินกองทุนน้ำมันบัญชีน้ำมัน ที่มีจำนวน 30,305 ล้านบาท มาช่วยเหลือ แต่แนวทางนี้จะเป็นแนวทางสุดท้าย
นอกจากนี้ยังมีมติต่ออายุโครงการลดราคาแอลพีจีให้แก่ผู้ประกอบการขายอาหารขนาดเล็ก(หาบเร่ แผงลอย) ให้อยู่ระดับ 325 บาทต่อถัง15กก. ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 โดยมีบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)เข้ารับภาระวงเงินรวมประมาณ 250 ล้านบาท แบ่งเป็น 7.56 ล้านครัวเรือน และร้านค้า 3.95 แสนราย
นายทวารัฐกล่าวว่า นอกจากนี้กบง.ยังมีมติปรับอัตราเงินชดเชยน้ำมันอี20และอี85ลง 0.37 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาน้ำมันอี20 จากชดเชย 3.00 บาทต่อลิตรเป็น 2.63 บาทต่อลิตร และอี85จากชดเชย 9.35 บาทต่อลิตรเป็น 8.98 บาทต่อลิตร ขณะเดียวกันยังเพิ่มการจัดเก็บน้ำมันเบนซิน น้ำมันแก๊สโซฮอล์95 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์91 อีก 0.37 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินจากเดิมเก็บเข้ากองทุน 6.31 บาทต่อลิตร จะเป็น6.68 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์95 เดิมเก็บ0.35บาทต่อลิตรจะเป็น 0.72บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์91เดิมเก็บ0.35บาทต่อลิตรจะเป็น 0.72บาทต่อลิตร ซึ่งทั้งหมดจะทำให้สภาพคล่องกองทุนน้ำมันบัญชีน้ำมันดีขึ้นและรองรับราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่จะปรับสูงขึ้นช่วงปลายปี ซึ่งมติของแอลพีจีและน้ำมันข้างต้นมีผลตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา

