นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทหารไทย หรือ ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า ธนาคารดำเนินธุรกิจตามกรอบการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของธนาคาร ทั้งในด้านองค์กร ภาคธุรกิจธนาคาร สิ่งแวดล้อม และด้านสังคม อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนในโครงการพลังงานหมุนเวียนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดปัญหาโลกร้อน และจะส่งผลดีทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจโดยรวม โดยธนาคารได้ออกพันธบัตรสีเขียว(กรีนบอนด์) อายุ 7 ปี มูลค่า 60 ล้านดอลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,850 ล้านบาท โดยบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอฟซี) ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มธนาคารโลก เป็นผู้ลงทุนทั้งหมด
โดยธนาคารจะมีการนำเงินไปสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนในโครงการต่างๆ เช่น โครงการพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน โครงการพลังงานชีวมวล โครงการโซลาร์ โครงการพลังงานลม โครงการรีไซเคิลขยะ โครงการรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น โดยโครงการเหล่านี้จะได้ต้นทุนการเงินที่ถูกกว่าปกติ นอกจากความร่วมมือในการออกกรีนด์บอนด์แล้ว ทีเอ็มบีมีแผนที่จะออกพันธบัตรในวงเงิน 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กับไอเอฟซี เพื่อสนับสนุนและสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) เพราะเอสเอ็มอีเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย
นายปิติ กล่าวว่า ปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อสีเขียวของธนาคารมีมูลค่า 9,000 ล้านบาท คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 15,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปีข้างหน้า เพราะธุรกิจเหล่านี้เป็นธุรกิจที่มีผสักยภาพในการขยายตัวและบางโครงการภาครัฐให้การสนับสนุน อย่างไรก็ดี ธนาคารจะมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงของธุรกิจและติดตามอย่างใกล้ชิด เช่น ความเสี่ยงจากเทคโนโลยีใหม่ที่ธุรกิจนำมาใช้ โดยขณะนี้อัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ยังอยู่ในระดับต่ำ
นายวิเวก พาทัค ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ไอเอฟซี กล่าวว่าการลงทุนในกรีนบอนด์ของทีเอ็มบี เป็นการลงทุนของไอเอฟซี เป็นชุดที่ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่ไอเอฟซีลงทุน ซึ่งจะช่วยเร่งพัฒนาตลาดกรีนบอนด์ที่เพิ่งเริ่มตั้งตัวในประเทศไทย และหวังว่าผู้ระดมทุนรายอื่นๆจะให้ความสนใจ และหันมาออกกรีนบอนด์ ทั้งนี้ กรีนบอนด์จะส่งผลดีต่อเป้าหมายของรัฐบาลไทยในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่เอื้อต่อการเติบโตของโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะเดียวกันเอสเอ็มอีบอนด์ซึ่งทีเอ็มบีจะออกในเวลาต่อไป จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนซึ่งเป็นข้อจำกัดที่สำคัญ รวมทั้งช่วยในการพัฒนาโซลูชั่นส์ทางการเงินเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอีกด้วย

