นายเสถียร เศรษฐสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในช่วงที่ผ่านมาชะลอตัวลง และคาดว่าปีนี้ตลาดจะยังติดลบราว 2-3% จากมูลค่าตลาดเฉลี่ยต่อปีราว 3.5 หมื่นล้านบาท จากภาวะเศรษฐกิจฐานรากที่ยังไม่ฟื้นตัวและราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำทำให้มีการบริโภคเครื่องดื่มชูกำลังลดลง ซึ่งส่งผลให้สัดส่วนยอดขายของบริษัทในช่วงไตรมาสแรก 2561 เปลี่ยนแปลงโดยเป็นยอดขายในประเทศเพียง 40% และยอดขายต่างประเทศถึง 60% ขณะที่ช่วงเดียวกันปีก่อนยอดขายในประเทศอยู่ที่ราว 60% และยอดขายต่างประเทศเพียง 40% ซึ่งประเมินว่าจากการขยายตลาดในต่างประเทศ เช่น ยุโรป จีน เวียดนาม กัมพูชา เป็นต้น จะทำให้ยอดขายต่างประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าปีนี้ยอดขายต่างประเทศจะเติบโต 30% ด้านตลาดในประเทศคาดว่ายอดขายจะเติบโตราว 10% และเพื่อกระตุ้นตลาดในประเทศจึงได้มีการปรับแผนการทำการตลาดเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าและมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มยอดขาย ซึ่งปีนี้คาดว่าจะใช้งบการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 700 ล้านบาทจากเดิมราว 500 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ดี คาดว่าทั้งปีบริษัทจะมียอดขายรวม 15,000 ล้านบาท โดยไตรมาสแรกมียอดขายแล้ว 3,350 ล้านบาท
นายเสถียร กล่าวว่า ช่วงที่เหลือของปี แผนการตลาดในประเทศจะมีการโฟกัสลงไปในรายจังหวัดและรายอำเภอมากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า และจะรุกในพื้นที่ที่บริษัทยังมีส่วนแบ่งการตลาดน้อย เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีทีมสาวบาวแดงกว่า 84 ทีม หรือรวม 570 คนลงพื้นที่ต่างจังหวัด เน้นที่จุดขาย เพราะเครื่องดื่มชูกำลังเป็นเครื่องดื่มที่คนซื้อเมื่อต้องการดื่ม ขณะที่ตลาดกรุงเทพฯและส่วนกลางจะได้เทคโนโลยีการสื่อสารต่าง ๆ เข้ามาช่วยเพื่อให้เข้าถึงลูก เช่น ไลน์แอด (LINE@)) เป็นต้น
ทั้งนี้ จะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มยอดขาย โดยได้เปิดตัว ”คาราบาว แคน” เครื่องดื่มชูกำลังกลิ่นกรีนแอปเปิ้ล ในไทย หลังจากที่ได้เปิดตัวและได้รับการตอบรับดีในประเทศอังกฤษและตลาดยุโรป โดยจะวางจำหน่ายพร้อมกันที่ 7-11 ในราคา 25 บาท ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป เจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะช่วยขยายฐานลุกค้าของคาราบาวกรุ๊ปให้กว้างยิ่งขึ้น ตั้งเป้ายอดขายในช่วง 3 เดือนแรก 1 ล้านกระป่อง และช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้จะเปิดตัวกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คือ สุราข้าวหอม โดยได้ทดลองทำการตลาดแล้วในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งและคาดหวังจะมีส่วนแบ่งตลาดนี้ราว 20% ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้เพราะบริษัทมีศูนย์กระจายสินค้ากว่า 30แห่ง และร้านค้าเครือข่ายกว่า 2 แสนร้านค้า

