อธิบดีกรมศิลป์ รอผลสำรวจแหล่งฝังศพอ่างทอง 3 พันปี ชี้เป็นการค้นพบครั้งสำคัญ ปลื้มท้องถิ่นเห็นคุณค่า

สืบเนื่องกรณีการพบโบราณวัตถุจำนวนมากบนที่ดิน 17 ไร่ 2 แปลงในตำบลสีบัวทอง อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง ซึ่งคณาจารย์ด้านประวัติศาสตร์-โบราณคดี นำโดย รศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช อาจารย์คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร ลงพื้นที่เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ก่อนระบุว่า เป็นแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์สมัยหินใหม่อายุ 3,000 ปีแห่งแรกของจังหวัดอ่างทอง (อ่านข่าว พลิกปวศ.อ่างทอง! พบครั้งแรก ‘สุสานยุคหินใหม่ 3 พันปี’ คณาจารย์ผนึกกำลังลงพื้นที่)

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับ ความเห็นของ รศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช ว่าแหล่งโบราณคดีดังกล่าวนับเป็นการค้นพบครั้งใหม่ที่สำคัญและน่าสนใจมาก เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มีข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับวัฒนธรรมของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่จังหวัดอ่างทางซึ่งเป็นที่ราบลุ่ม ตั้งอยู่บนเส้นทางที่เชื่อมโยงกับชุมชนโบราณในจังหวัดลพบุรี กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี ในขณะที่ความรู้เดิมที่มีคือมนุษย์อยู่ในพื้นที่สูง ดำรงชีพด้วยการหาของป่า-ล่าสัตว์ แล้วค่อยลงมายังพื้นที่ราบเพื่อทำการเกษตร อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งตนได้สั่งการสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยาส่งนักโบราณคดีลงพื้นที่ก่อนหน้านี้แล้ว เนื่องจากทราบข่าวการค้นพบของชาวบ้านตั้งแต่ก่อนคณาจารย์ลงพื้นที่ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอรายงานจากผลการลงพื้นที่สำรวจเพื่อประมวลข้อมูลต่างๆ รวมถึงสภาพภูมิศาสตร์สำหรับพิจารณาแนวทางการดำเนินงานต่อไป

โบราณวัตถุที่ถูกเก็บรักษาในบ้านพักของนายสมเกียรติ บริบูรณ์ เจ้าของที่ดิน

“ขณะนี้อยู่ระหว่างรอให้สำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยารายงานขึ้นมาว่าแหล่งโบราณคดีนี้มีสภาพอย่างไรซึ่งได้สั่งการให้ลงพื้นที่ไปแล้วก่อนหน้านี้ เบื้องต้นทราบว่าการค้นพบคล้ายกับแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีการทำไร่อ้อยแล้วพบชั้นที่อยู่อาศัยของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์ สำหรับแหล่งนี้ ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปทั้งพื้นที่หรือยัง และยังเหลือส่วนที่จะทำงานโบราณคดีได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อมีหลักฐานก็ต้องศึกษาเพิ่มเติมตามหลักวิชาการ  และโดยหลักการอาจต้องขอสงวนพื้นที่ที่ยังไม่ถูกเปลี่ยนแปลงไว้ทำการศึกษา ซึ่งต้องหารือกับเจ้าของที่ดินต่อไป แต่เท่าที่ทราบว่าชาวบ้านชลอการทำนาเพื่อรอให้กรมศิลปากรลงพื้นที่ตรวจสอบ ก็รู้สึกดีใจที่ท้องถิ่นรวมถึงฝ่ายปกครองเห็นความสำคัญ  ซึ่งกรมศิลปากรคงต้องไปศึกษาขุดค้นเพื่อนำความรู้มาเผยแพร่แก่ประชาชนต่อไป” อธิบดีกรมศิลปากรกล่าว

สภาพพื้นที่แหล่งโบราณคดีซึ่งถูกรบกวนโดยการขุดหน้าดินและปรับพื้นที่เตรียมทำนา

ผศ. พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณาจารย์ที่ลงพื้นที่สำรวจ กล่าวว่า ตอนนี้กรมศิลปากรรับทราบแล้ว ชุมชนก็รับทราบแล้ว แต่ปัญหาของแหล่งโบราณคดีแทบทุกแห่งคือการพัฒนาระยะยาว เพราะเมื่อขุดค้นแล้วเจอโบราณวัตถุก็ได้รับความสนใจพักหนึ่ง หลังจากนั้น เรื่องการสนับสนุนมักมีปัญหา ดังนั้น จะทำอย่างไรให้ทางจังหวัดและชุมชนร่วมกันสนับสนุนระยะยาว “บางครั้งมักคาดหวังกันว่าขุดแล้วจะเจอของที่น่าตื่นเต้น เจอโครงกระดูกเยอะๆ หรือโบราณวัตถุที่ดูประหลาด แต่จริงๆแล้ว อาจต้องมาร่วมกันคิดว่า ไม่จำเป็นต้องเจอโบราณวัตถุที่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่เป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ และจะทำอย่างไรให้เป็นแหล่งเรียนรู้ระยะยาว เท่าที่ลงพื้นที่ เห็นว่าชุมชนมีความเข้มแข็ง หน่วยงานราชการท้องถิ่นตื่นตัว โดยเฉพาะเจ้าของที่ดินที่ใส่ใจ ให้ความสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง” ผศ.พิพัฒน์กล่าว (อ่านข่าว เจ้าของที่ดินสุสาน 3 พันปี เผยนาทีพบเศษกระดูก รองผู้ว่าฯ อ่างทองห่วงใกล้ฤดูทำนา ชวนกรมศิลป์ถก)

เศษภาชนะดินเผาพบทั่วไปบนผิวดินกระจายทั่วพื้นที่ราว 17 ไร่ 2 งาน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สาวโร่แจ้งหมิ่นประมาทตร.ไซเบอร์ หลังถูกกล่าวหาเป็นมือที่สาม’เป้ย-ป๊อบ’
บทความถัดไปอย่างนี้ต้องแชร์ ‘ลุงป้อม’ ใจดี – ‘บิ๊กตู่’ ชูนิวนอร์มอล