‘ตรีนุช’ ชี้ ผอ.เขตพื้นที่ฯ เป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนการศึกษาระดับภูมิภาค กำชับทำงานโปร่งใส-เป็นธรรม

‘ตรีนุช’ ชี้ ผอ.เขตพื้นที่ฯ เป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนการศึกษาระดับภูมิภาค จี้ ลงติดตาม ร.ร.ใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่โรงแรมปริ้นซ์พาเลซ กรุงเทพฯ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกรกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ว่า ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ถือเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการศึกษาในระดับภูมิภาค และเป็นผู้ทำงานให้ชิดกับผู้อำนวยการโรงเรียน และครูมากที่สุด ดังนั้น ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ​ ถือเป็นบุคคลที่สำคัญ เพราะไม่ว่า ศธ.จะมีนโยบายอะไร หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ จะไม่สามารถขับเคลื่อนการศึกษาในระดับภูมิภาคได้ ศธ. ถือเป็นกระทรวงหนึ่ง ที่สังคมคาดหวังอย่างมาก เพราะเราดูแลเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ ดังนั้น เวลาที่มีอะไรเกิดขึ้นในโรงเรียน กับนักเรียน เสียงจะดัง จะเป็นข่าวตลอด เพราะเรื่องของเด็กเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างมาก ทำให้การทำงานด้านการศึกษาจึงมีความท้าทายอย่างมาก ซึ่งตนทราบดีว่า ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ​ ทำงานภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ต้องบริหารบุคคล และต้องบริหารการศึกษาไปด้วย ดังนั้นวันนี้เราจะร่วมกันอย่างไรที่จะขับเคลื่อนงานให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปให้ได้มากที่สุด

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ตนมองว่า วันนี้เราทุกคนไม่ได้ทำงานสอนหนังสือ และเพาะบ่มนักเรียนเท่านั้น แต่ความปลอดภัยของนักเรียนก็ถือเป็นสำคัญที่เราต้องดูแลเช่นกัน ปัจจุบันภัยสังคม โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด เริ่มเข้ามาหาเด็กที่เป็นกลุ่มเปราะบางแล้ว จึงอยากฝากผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ช่วยกำกับดูแลโรงเรียน เข้าไปดูแล รวบรวมข้อมูลว่าในเขตพื้นที่ ที่ตนดูแลรับผิดชอบ มีโรงเรียนที่มีความพร้อมกี่แห่ง มีโรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือกี่แห่ง ถ้าเรารู้ว่าลูกๆ ในมือของเรามีความต้องการอะไรบ้าง ก็จะทำให้เขตพื้นที่ฯ​ สามารถดูแลโรงเรียนได้ดีมากยิ่งขึ้น

น.ส.ตรีนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากให้คำแนะนำ กำกับดูแลโรงเรียนแล้ว อยากให้เขตพื้นที่ฯ​ สร้างโอกาส สร้างความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา ขับเคลื่อนโครงการพาน้องกลับมาเรียน ช่วยเหลือเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคันให้ได้รับการศึกษา และฝึกอาชีพระยะสั้น พร้อมกับติดตามตรวจสอบเเพื่อป้องกันเด็กหลุดจากระบบการศึกษาอีก ตลอดจนขับเคลื่อนโครงการ 1 ครูอนามัย 1 โรงเรียน โดยมีเป้าหมายให้นักเรียน 1 ล้านคน สามารถทำ CPR ได้ ส่วนการเรียนแบบ Active Learning และการเรียนประวัติศาสตร์ด้วย ขอให้ขับเคลื่อนต่อ โดยให้วางเป้าหมายว่าจะขับเคลื่อนพัฒนาการเรียนการสอนย่างไร รูปแบบกระบวนการเรียนการสอนควรทำอย่างไรให้น่าสนใจ ทำให้เด็กสามารถคิดวิเคราะห์ เข้าใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และนำมาพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ของตนได้

“ขณะนี้ คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) มีมติเห็นชอบ ปรับปรุงมาตรการควบคุมกำลังคนในส่วนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) สามารถบริหารอัตรากำลังในโรงเรียนที่มีครูเกินเกณฑ์ มากำหนดตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน ที่มีจำนวนนักเรียน 61-119 คน จากเดิมที่ คปร.กำหนด ไม่คืนอัตราเกษียณให้กับโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน ที่ผ่านมา ศธ.ตระหนัก และทราบถึงปัญหา เพราะมีโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียน 61-119 คน ไม่มีผู้บริหารโรงเรียนจำนวนมาก โดย ศธ. อยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งจะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้ครูและผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก และไม่ให้นักเรียนเสียโอกาสทางการศึกษา” น.ส.ตรีนุช

Advertisement

รัฐมนตรีว่าการ ศธ. กล่าวอีกว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นักเรียนได้เข้าทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ไปแล้ว ที่ผ่านมา ศธ. ประกาศ ยกเลิกการใช้ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินผลการเรียนของผู้เรียนที่จบการศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 จึงอยากให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ​ สร้างความรับรู้กับผู้บริหารและครู ว่า จะไม่มีการนำผลการสอบโอเน็ต มาเป็นเกณฑ์พิจารณาในการเลื่อนขั้นเงินเดือนของครู และบุคลากรทางการศึกษา แต่อยากให้โรงเรียนใช้ผลการสอบโอเน็ต มาเป็นตัววัดระดับความรู้ของนักเรียน เพื่อให้โรงเรียนมาวิเคราะห์และจัดกระบวนการเรียนการสอนให้ความรู้นักเรียนเพิ่มเติม

“ทั้งนี้อยากให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ​ กำกับติดตามให้โรงเรียนให้ใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ที่ผ่านมารัฐบาลให้เพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวแบบขั้นบันได และเพิ่มเงินอุดหนุนอาหารกลางวันตามขนาดของโรงเรียน ดังนั้นการใช้จ่ายงบประมาณจะต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และโปร่งใส โดยเฉพาะอาหารกลางวัน จะต้องติดตามให้โรงเรียนบริหารจัดการอาหารกลางวันให้นักเรียนได้รับอาหารที่มีคุณภาพ และขณะนี้เราคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วประเทศแล้ว อยากให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ​ ช่วยกันสร้างความเชื่อมั่นให้สังคม สร้างความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล เพื่อให้ครูมีความเชื่อมั่นในระบบการบริหารงานบุคคล และให้ครูมีขวัญกำลังใจในการทำงาน สามารถพัฒนาเด็กได้ต่อไป” น.ส.ตรีนุช กล่าว

 

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image