Gemini Man กับ Doctor Sleep: 1 หนังไฮเทค 1 ภาคต่อของหนังคลาสสิก

Gemini Man กับ Doctor Sleep: 1 หนังไฮเทค 1 ภาคต่อของหนังคลาสสิก

Gemini Man กับ Doctor Sleep: 1 หนังไฮเทค 1 ภาคต่อของหนังคลาสสิก

Gemini Man

หนังเรื่องนี้มีความน่าดูอยู่สามประเด็น

ประเด็นแรก ดารานำคือ วิล สมิธ ที่ชื่อของเขาสามารถการันตีความสนุกของหนังที่แสดงได้ อย่างล่าสุด ใน Gemini Man สมิธจะต้องสู้กับตัวเองในวัยหนุ่ม โดยแสดงเป็นตัวละครสองนักฆ่าต่างวัย

เฮนรี่ โบรแกน มือสังหารสูงวัยมือหนึ่งของหน่วยราชการลับที่อยากจะเกษียณตัวเองจากภารกิจนี้ จนถูกไล่ล่าจากมือสังหารวัยหนุ่ม จูเนียร์ (ตัวละครมนุษย์ดิจิตอลซึ่งแสดงโดยวิล สมิธเอง) ที่เคลย์ เวอร์ริส (ไคล์ฟ โอเวน) เจ้าของโครงการเจมิไน แอบโคลนนิ่งไว้เพื่อจัดการกับคนที่เป็นเสี้ยนหนามของโครงการ หนังโปรยว่า Who will save you from yourself

ประเด็นที่สอง ผู้กำกับหนังเรื่องนี้คือ อั้งลี่ ที่มีชื่อว่าพยายามสร้างสรรค์และไม่หยุดนิ่งในการพัฒนางานสร้างภาพยนตร์ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ฝีมือการันตีด้วยสองรางวัลออสการ์ จาก Brokeback Mountain และ Life of Pi ทั้งยังเคยได้รางวัลบาฟต้า และลูกโลกทองคำสาขาผู้กำกับหนังยอดเยี่ยมอีกด้วย

ประการที่สาม Gemini Man ถ่ายทำด้วยวิชวลเอฟเฟ็กต์พิเศษที่ไม่เคยใช้ที่ไหนมาก่อน คือ ถ่ายทำด้วยสปีด 120 เฟรมต่อวินาที (ภาพมาตรฐานจะอยู่ที่ 24 เฟรมต่อวินาที) และถ่ายทำในรูปแบบ 3D Plus High Frame Rate ซึ่งช่วยให้ภาพคมชัดเสมือนจริงมากที่สุดเท่าที่ภาพยนตร์เคยสร้างมา

ความทุ่มเทและตั้งใจของ อั้งลี่ ที่จะยกระดับการสร้างหนังด้วยการ “ทำสิ่งที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นภาพที่มองเห็นและเข้าใจได้” ทำให้ทุนในการสร้างกว่าร้อยล้านเหรียญถูกทุ่มลงไปในเทคโนโลยีแบบใหม่ที่เขานำมาใช้ในการถ่ายทำ ซึ่งทำให้ Gemini Man เป็นหนังเรื่องแรกที่สร้างมนุษย์ดิจิตอลในบทนำทั้งเรื่อง

มีฉากแอคชั่นที่เป็นจุดเด่น เห็นรายละเอียดของการต่อสู้และการไล่ล่าที่สนุก ตื่นเต้น น่าดู โดยเฉพาะการปะทะกันครั้งแรกระหว่างเฮนรีและจูเนียร์ ที่ขี่มอเตอร์ไซค์ไล่ล่าตามกันทั้งบนกำแพงเก่า และท้องถนนของการ์ตาเกนา โคลอมเบีย

แต่พลอตเรื่องที่ค่อนข้างธรรมดา ทำให้หนังเดาทางง่าย แม้แอคชั่นจะสนุก ดีไซน์ฉากต่อสู้ได้ดี แต่ไม่ประทับใจคนดูเท่าที่ควร ซ้ำจุดสำคัญของเรื่องยังถูกเปิดเผยจากหนังตัวอย่าง ทำให้หนังขาดเสน่ห์แม้จะดูได้แบบเพลินๆ

นอกจากเทคนิคถ่ายทำที่ล้ำและทำให้คนดูเหมือนเห็นเหตุการณ์ปรากฏเบื้องหน้าแล้ว การแสดงของ วิล สมิธ ในทั้งสองบทบาท ช่วยพยุงให้หนังน่าดู เพราะยังคงรักษามาตรฐานการแสดงของเขาได้อย่างดี แบบแฟนคลับไม่ผิดหวัง

Doctor Sleep

หนัง The Shining ที่กำกับโดย สแตนลีย์ คูบริก เป็นหนังสยองขวัญระดับตำนานที่ดัดแปลงจากนวนิยายสยองขวัญชื่อดังของ สตีเฟน คิง เป็นหนังที่ได้รับคำชมว่าเป็นหนังชั้นครู ที่มีเอกลักษณ์ และเป็นต้นแบบของหนังสยองขวัญที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ระหว่างเรื่องราวของผู้แต่งกับจินตนาการของผู้สร้างหนัง

แม้มีเสียงชื่นชม แต่ผู้เขียน สตีเฟน คิง กลับมองว่า “หนังของเขา (คูบริก) ลงเอยด้วยความเย็นชา ส่วนหนังสือของผม ลงเอยด้วยความตื่นเต้น”

เมื่อไมค์ ฟลานาแกน (ผู้กำกับ Oculus, Ouija: Origin of Evil และมีผลงานซีรีส์ที่สร้างชื่อสุดๆ The Haunting of Hill House ) หยิบ Doctor Sleep มาเล่าเรื่องภาคต่อของแดนนี่ ทอร์แรนซ์ ผู้มีสัมผัสพิเศษที่เรียกว่า The Shining ซึ่งรอดชีวิตจากเหตุการณ์สุดสยองที่โรงแรมโอเวอร์ลุค ในอีกสี่สิบปีต่อมา

ฟลานาแกนจึงถูกจับตามองว่า “จะเดินสายกลางระหว่างคูบริกกับคิง เพื่อแสดงความเคารพทั้งสองฝ่าย และสร้างหนังแยกเดี่ยวออกมาอย่างไร”

แต่ปัญหาก็หมดไปเมื่อ คิง ออกมาพูดว่า “บางสิ่งในหนัง The Shining ที่ไม่มีในหนังสือผม ไมค์ก็สามารถหาวิธีทำให้มันออกมาลงตัว ทำให้หนังของคูบริกไปสู่อีกขั้นได้ ทำให้ทุกอย่างตื่นเต้นขึ้น และมีข้อดีสองประการ คือ เป็นผลงานดัดแปลงเรื่อง Doctor Sleep ที่ดี แต่ก็มีฉากที่ยอดเยี่ยมในหนังของคูบริกอยู่”

Doctor Sleep มีการเล่าเรื่องราวหลายเส้นเรื่อง เรื่องของแดนนี่ ทอร์แรนซ์ (ยวน แม็กเกรเกอร์) ที่สัมผัสพิเศษทำให้เขาทุกข์ทรมานจากภาพในอดีต แต่ก็พบว่าสัมผัสนี้ช่วยให้คนชราก้าวผ่านความตายได้อย่างสงบสุข จนเป็นสมญาของชื่อ Doctor Sleep และแดนต้องสะสางปมในอดีตกับโรงแรมโอเวอร์ลุค

ทั้งยังมีเรื่องราวของลัทธิประหลาดที่มี โรสเดอะแฮต (รีเบคกา เฟอร์กูสัน ) และสมุน เดอะทรูนอต ที่กลืนกินเด็กสัมผัสพิเศษเพื่อชีวิตที่อมตะของตัวเอง หรือไม่ก็เปลี่ยนให้เป็นพวกเดียวกัน

และเรื่องของแอบรา (ไคลีห์ เคอร์แรน) เด็กหญิงที่มี The Shining แรงกล้าจนสามารถติดต่อกับแดนทางจิต ขณะที่เธอเองก็ถูกไล่ล่าจากโรสและเดอะทรูนอต เพื่อสูบพลังสัมผัสพิเศษของเธอ

ช่วงแรกหนังใช้เวลาปูเรื่องราวต่างๆ ค่อนข้างมาก ออกแนวเนือยๆ ไม่หวือหวา ค่อยๆ บิ๊วด์อารมณ์คนดู จนผ่านไปสักพักคนดูจะถูกตรึงกับเนื้อหาที่ไม่ใช่สยองขวัญแบบเลือดสาด แต่ระทึกด้วยบรรยากาศที่วังเวง อึมครึม และกดดัน เพลงประกอบและซาวด์ชวนหลอน ที่แม้ในฉากที่ไม่มีอะไรทำให้เราหวาดผวา แต่เราก็รู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ

แม้เป็นหนังภาคต่อของ The Shining แต่พลอตเรื่องฉีกแนวจากภาคก่อน เป็นหนังชิงไหวชิงพริบหักเหลี่ยมเฉือนคมระหว่างตัวละครที่มีพลังพิเศษ ก่อนจะกลับสู่โรงแรมแห่งความสยองจากอดีต

ซึ่งผู้กำกับสามารถหาจุดตรงกลางระหว่างการเป็นหนังภาคต่อของหนังสยองขวัญกับการดัดแปลงนวนิยายเหนือธรรมชาติได้อย่างลงตัว หนังเข้าใจง่าย น่าค้นหาและชวนติดตาม

คนดูจะรู้สึกอินกับฉากเด็ดในตำนานของหนัง The Shining ที่ถูกเอามาแทรกเกือบตลอดทั้งเรื่อง ตัวละครค่อนข้างเยอะแต่แต่ละตัวน่าสนใจ

ที่สุดยอดขอยกให้ รีเบคก้า เฟอร์กูสัน ในบท โรสเดอะแฮต ที่แม้จะเคยดูหนังที่เธอแสดงหลายเรื่อง อาทิ Mission Impossible ภาค Rouge Nation และ Fallout แต่ใน Doctor Sleep เธอสวย ทรงเสน่ห์ เท่ ลึกลับ ทั้งแฝงความอำมหิตที่ทำให้ทุกซีนที่เธอปรากฏ น่าจับตามองและน่าจดจำ

Doctor Sleep อาจไม่ใช่หนังสำหรับคนดูทุกประเภท แต่สำหรับคนที่ชอบหนัง The Shining ชอบ คูบริก และ สตีเฟน คิง ห้ามพลาดอย่างเด็ดขาด

บทความก่อนหน้านี้‘ไทย’ จับมือ ‘สปป.ลาว’ พัฒนาระบบดิจิทัลเพย์เมนต์ เล็งเชื่อมระบบใช้คิวอาร์โค้ดทั้งอาเซียน
บทความถัดไปน.1 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2562