อยู่ระหว่างดำกับขาว ไม่มีสีเทาอนุโลมให้ใช้

29.06.18 | 03:39 น.

ปี 2558 นักแสดง คนเขียนบท และผู้กำกับ เทเลอร์ เชอริแดน เขียนบทหนัง ‘สิคาริโอ’ (Sicario) ให้ผู้กำกับฝรั่งเศสคะเนเดียน เดนี วิลเนิฟ ที่มีรางวัลมากมายจากวงการหนังแคนาดาทำจนกลายเป็นหนังดังไปทั่วโลก เข้าชิงสามรางวัลตุ๊กตาทองออสการ์ ถ่ายภาพ, บทดั้งเดิม และกำกับเสียง ทั้งเข้าชิงอีกสามตุ๊กตาทองอังกฤษบาฟตา นอกเหนือจากไปชิงปาล์มทองคำที่เมืองคานส์

เชอริแดนยังถูกเสนอชื่อเข้าชิงจากสมาคมนักเขียนบทแห่งอเมริกาอีกรางวัล

สิคาริโอหรือนักฆ่า ให้ภาพเจ้าหน้าที่เอฟบีไอที่หาทางล้มจ้าวยาเสพติดเม็กซิกันอันแสนจะโหดเหี้ยมให้ได้ โดยให้เจ้าหน้าที่สาว เอมิลี่ บลันท์ ผู้ถือกฎกติกาเคร่งครัดทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ จอช โบรลิน ที่มุ่งล้างอธรรมอย่างไม่เลือกวิธี โดยมีผู้ร่วมงานไม่รู้ที่มาและไม่รู้ว่าวางใจได้หรือไม่ เบนิสิโอ เดล โทโร ซึ่งช่วยกันคว่ำโลกที่เจ้าหน้าที่สาวเคยยึดมั่นให้หกคะเมนไปต่อหน้าต่อตา

หนังตรึงผู้ชมอยู่กับที่ด้วยพฤติกรรมชวนระทึกของตัวละคร หนักหน่วงในอกว่าเรื่องจะไปทิศทางใด ความคิดกับความเชื่อระบบ ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ ไม่ว่าจะบวกหรือลบที่เคยมี อาจผกผันปะทะกันอึงคะนึงอยู่ในหัว
เป็นหนังอีกเรื่องซึ่งลืมยาก

Advertisement

ถัดมาอีกปี เชอริแดนเขียนบท ‘เฮล ออร์ ไฮ วอเตอร์’ (Hell or High Water) โคบาลยุคใหม่ ตำรวจท้องถิ่นเท็กซัสสองนาย เจฟ บริดเจส กับ กิล เบอมิงแฮม ตามล่าโจรสองพี่น้องที่ปล้นธนาคารวันเดียวหลายแห่ง คริส ไพน์ กับ เบน ฟอสเตอร์ โดยความคิดของพี่ขี้คุกที่ต้องการช่วยน้องรักษาฟาร์มกับครอบครัวไว้ให้ได้ ไม่ว่าน้องจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม จนน้องที่เป็นสุจริตชนต้องตกกระไดพลอยโจน


หนังถูกสถาบันภาพยนตร์อเมริกัน (ดิ อเมริกัน ฟิล์ม อินสติติวท์) เลือกเป็นหนึ่งในสิบภาพยนตร์แห่งปี และเข้าชิงสี่รางวัลออสการ์ หนังยอดเยี่ยม, ดาราสมทบ (บริดเจส), บทดั้งเดิม และลำดับภาพ ทั้งยังชิงสามลูกโลกทองคำ หนังยอดเยี่ยม, ดาราสมทบ (บริดเจส) และบท

หนังให้บรรยากาศคาวบอยตะวันตกด้วยภาพสมัยใหม่ ให้รายละเอียดบุคลิกตัวละครง่ายๆ แบบคนเดินดินกินข้าวแกง เว้นจากเอาใจช่วยพระเอกแล้ว ผู้ชมใจหายใจคว่ำกับการคาดเดาแต่ละฉากแต่ละตอนว่าจะออกหัวหรือก้อย

มาปีที่แล้ว เชอริแดนเขียนเรื่องเองและกำกับหนังเอง ‘วินด์ ริเวอร์’ ด้วยอารมณ์โคบาลสมัยใหม่อีก และเที่ยวนี้ ความเข้มข้นของความคิดจากสองเรื่องก่อนหน้าดูจะยิ่งหนักหนืดเหมือนหล่มโคลนดูด เมื่อคำว่า “ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง” ปะอยู่ก่อนเริ่มเรื่อง แสดงว่าตะกอนนับร้อยนับพันเรื่องราวที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งขุ่นอยู่ในใจผู้เขียนมายาวนานถูกประมวลเข้าไว้ในหนังเรื่องนี้

เป็นหนังที่พูดถึงการเอารัดเอาเปรียบและดูถูกเหยียดหยามทางเพศ พูดแทนผู้หญิงซึ่งเป็นพลเมืองชั้นสอง (หญิงทั่วไป) และพูดแทนผู้หญิงที่เป็นพลเมืองชั้นสามซึ่งถูกลืม (หญิงชนเผ่าพื้นเมือง)

ผ่านตัวแทนหญิงชาย (แม้จะเป็นคนผิวขาว) ที่ถูกกระทำ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งนี้ ด้วยการตอบสนองแบบแรงกดเท่ากับแรงสะท้อนกลับ เช่นเดียวกับสองเรื่องก่อนของเชอริแดนนั่นเอง

ในความคิด ดูเหมือนจะสลับซับซ้อน แต่เมื่อเป็นภาพยนตร์ หนังกลับเล่าเรื่องออกมาอย่างเรียบง่าย เรียบจนหากดูเพลินไปหรือหากชีวิตประจำวันห่างไกลประเด็นความแตกต่างทางเพศ หรือการเอาเปรียบทางเพศ อาจเห็นเป็นเรื่องตามล่าล้างแค้นธรรมดาๆ แม้โดยรูปแบบแล้วจะดูเหมือนเช่นนั้นอยู่ก็ตาม

หญิงสาวอินเดียนในเขตสงวนรัฐไวโอมิง สหรัฐ คนหนึ่ง เสียชีวิตท่ามกลางหิมะหนาหนัก ซึ่งหลังจากตรวจสอบพบว่า เธอวิ่งหนีอะไรบางอย่างมาไกลถึง 6 ไมล์ โดยไม่สวมรองเท้า

คดีนี้นำเจ้าหน้าที่แกะรอยหน่วยพิทักษ์สัตว์ เจเรมี เรนเนอร์ ที่มีเบื้องหลังฝังใจ ต้องทำงานร่วมกับเอฟบีไอสาว เอลิซาเบธ โอลสัน ซึ่งไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับพื้นที่ หิมะ และข้อสังเกตของสภาพแวดล้อม


หนังเดินเรื่องไปเรื่อยๆ กับรอยที่แกะได้ทีละเปลาะ จนถึงค่อนเรื่องที่ผู้ชมกำลังจะแน่ใจว่าไม่ใครก็ใครแหละที่เป็นฆาตกร ปุ๊บปั๊บหนังก็เปิดเผยคำตอบที่มาการเสียชีวิตของหญิงสาวขึ้นทันที ก่อนความรุนแรงจากการสะสางคดีเกิดถัดมาในฉากเดียว แล้วจบลงด้วย “โอกาส” ที่ผู้กระทำได้รับเช่นเดียวกับ “ผู้ถูกกระทำ” ซึ่งผู้ชมอาจถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความสะใจ หรือสองจิตสองใจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

เจ้าหน้าที่หญิงขอบคุณที่ช่วยชีวิตเธอ และว่าเธอโชคดี แต่พรานแกะรอยตอบว่า อยู่ในเมืองเธออาจจะโชคดีหรือโชคร้าย แต่ที่นี่ ในป่าท่ามกลางหิมะ ไม่มีเรื่องโชค เธอเท่านั้นที่จะต้องต่อสู้ช่วยตัวเองและกำหนดชีวิตตัวเอง ซึ่งเธอทำได้ดี “หมาป่าไม่ได้ฆ่ากวางที่โชคร้าย แต่พวกมันฆ่ากวางตัวที่อ่อนแอที่สุด” ประโยคนี้เป็นคำโปรยโฆษณาหนังด้วย

เรนเนอร์ ‘เจสัน บอร์น’ คนล่าสุด เล่นได้ลึกซึ้ง โอลสันเล่นได้สมบท ทะมัดทะแมงแบบเจ้าหน้าที่ที่ฝึกมาดี แม้จะไม่ชำนาญสถานที่ แกรม กรีน ดาราอินเดียนคนดังสองทศวรรษที่แล้ว แก่ไปเยอะ ขณะที่เบอมิงแฮมซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่บริดเจสคอยจิกกัดกระแนะกระแหนตลอดเวลาในเรื่องก่อน (H H W) เป็นพ่อของหญิงที่ถูกกระทำ นิ่งดีเหมือนอินเดียนที่หน้านิ่งเย้ยหยันโลกในหนังแทบทุกเรื่อง

หนังลงทุน 11 ล้านเหรียญ แต่ทำรายได้ถึง 46 ล้านเหรียญ ได้รับคำชมไปทั่วตั้งแต่เริ่มเปิดฉายในเทศกาลหนังซันแดนซ์

ฉากสุดท้ายขึ้นตัวหนังสือว่า ในสถิติและจำนวนสตรีมากมายที่สูญหายไปในสหรัฐ สตรีพื้นเมืองอเมริกันที่สูญหายมิได้ถูกเก็บบันทึกไว้ด้วยเลย

อารักษ์