‘โกอินเตอร์’ กำไรจาก ‘ดนตรี’ เพื่อเลี้ยงจิตวิญญาณ

11.04.16 | 19:00 น.

 

แม้เสร็จสิ้นไปสักพักสำหรับ เทศกาลดนตรีและศิลปะ Music & Art Fest at bacc #3 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ทว่าเสวนาที่ได้ศิลปินมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ ‘โกอินเตอร์ด้วยตัวเอง’ นั้นน่าสนใจทีเดียว

เริ่มจาก ดีเจมาฟท์ ไซ -ณัฐพล เสียงสุคนธ์ กับ ‘สุดแรงม้า เร็คคอร์ด’ ที่นำเพลงลูกทุ่ง – หมอลำไทยมาประยุกต์ให้ร่วมสมัยจนกลายเป็นที่สนใจทั้งในยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่นนั้นว่า “โปรเจ็กต์เริ่มจากการเป็นดีเจ คือเราไม่ได้มองเป็นเมนหลัก แต่ทำที่เมืองไทยขายไม่ค่อยออก เคยอยู่อังกฤษมาก่อนเลยไปวางขายที่นั่น ปรากฏว่าอาทิตย์เดียวขายได้มากกว่าขายที่เมืองไทยทั้งปี”

เห็นช่องทางดังนี้คนพูดเลยรวมเพลงที่เรียกเองว่า ‘ไทยฟังก์’ ยุค 60-70 มาทำ โดยเลือกเพลงหน้าบีที่เนื้อร้องอาจไม่น่าสนใจ แต่ดนตรีกลับมีความดึงดูด เช่น เพลงในยุค 60 จะเด่นที่แคน ลำกลอน  ส่วนยุค 70 นั้นนำดนตรีอีสานมาผสานกับดนตรีสากล

ผลออกมาคือ “ต่างชาติเขาก็เต้นกัน แค่เพลงมีจุดน่าสนใจ คนก็รู้สึกได้ แม้ฟังเนื้อไม่ออก”

Advertisement

ส่วนเรื่องโกอินเตอร์นั้น ดีเจมาฟท์ ไซ ผลักดันจนเกิดวงดนตรี ‘The Paradise Bangkok Molam International Band’ ที่โด่งดังไปทั่วยุโรป

โดยเขาว่า “จริงๆ หลักเราเริ่มที่ดีเจแล้วก็จัดงานใหญ่ขึ้นเป็นการแสดงสด มีนักร้อง หมอลำสมัยก่อน ตอนหลังเลยเริ่มโปรเจ็กต์ The Paradise Bangkok เพราะคิดว่าน่าจะพัฒนาซาวนด์หมอลำอย่างที่ต้องการได้”

แล้วนั่นก็ทำให้วงได้เดินทางไกลไปโชว์ในหลายๆ ที่ โดยที่พีคสุดๆ ก็คงเป็นงาน OFF Festival 2013 ซึ่งต้องไปเล่นแทนโซแลง โนวส์ น้องสาวของบียอนเซ่

“เราก็แอบนอยด์ๆ ที่ต้องไปขึ้นแทนเขา แต่พอเล่นๆ ไป คนก็เต้น เป็นงานแรกที่มีบอดี้ เซิร์ฟกับหมอลำ” คนพูดว่าพลางยิ้ม

ก่อนจะเผยถึงเคล็ดลับความสำเร็จ “ต้องทำเพลงที่ตัวเองชอบก่อน ถ้าจะโกอินเตอร์แต่งานนั้นเราไม่อินจริงก็ทำได้ไม่นาน อาจจะต้องฟังเยอะๆ ว่ากระแสโลกเป็นอย่างไร ต้องมีคาแรกเตอร์ที่ชัด เพราะการแข่งขันสูง ถ้าซาวด์ไม่ชัดเจนมันก็มีเป็นร้อยวง”

เฟิร์ส - นพนันทน์ - ตูน - ดีเจมาฟท์ ไซ (ไล่จากที่ 2 จากซ้าย)
เฟิร์ส – นพนันทน์ – ตูน – ดีเจมาฟท์ ไซ (ไล่จากที่ 2 จากซ้าย)

ขณะที่ตูน – โชติกา คำวงศ์ปิน แห่งStoondio ที่เคยไปออกอัลบั้ม แถมยังเล่นคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่นมาแล้วช่วยเสริม “ต้องได้ภาษาอังกฤษหน่อยจะดีมาก เพราะสำคัญกับการสื่อสาร”

ที่สำคัญ “ต้องภูมิใจในผลงานตัวเองแล้วจะมั่นใจ คนฟังจะรู้สึกว่าเป็นของจริง ไม่ได้ประดิษฐ์เพื่อไปถึงตรงนั้น”

อย่างเธอเองเริ่มต้นเขียนเพลงเพื่อระบายอารมณ์ พอมีโอกาสก็รวมกับเพื่อนอีก 5 วงออกเป็นอัลบั้มวางขายในงาน CAT EXPO แล้วจู่ๆ เจ้าของค่ายเพลงนอกกระแสที่ญี่ปุ่นก็เกิดติดอกติดใจเพลง “ยินดีที่ได้พบเธอ” จนติดต่อขอนำไปขาย

นี่เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้ทำอัลบั้มเป็นของตัวเองเพื่อขายทั้งในญี่ปุ่นและไทย

“ขายปุ๊บ สเต็ปต่อไปคือไปเล่นคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่น ซึ่งตอนนั้นก็มีเวลาฟอร์มวงแต่เป็นมือสมัครเล่นไปทั้งโตเกียว เกียวโต ไปครั้งแรกแล้วก็คิดว่าอยากกลับไปเล่นอีกในสเต็ปที่สูงขึ้น” ตูนเล่า

พร้อมทั้งบอกด้วยว่า “ที่ญี่ปุ่นเขาให้ความสำคัญกับดนตรีมาก เวลาดูเราแล้วเขาจะดูเครียด เพราะเขาตั้งใจ แต่เราเกร็งมาก”

ส่วนโอกาสที่จะได้กลับไปอีกนั้น “ทั้งหมดอยู่ที่เราว่าจะมีผลงานคุณภาพดีพอให้เขามาเชิญกลับไปหรือเปล่า”

สำหรับ สล็อตแมชชีน นักร้องนำอย่าง เฟิร์ส – คาริญญ์ยวัฒ ดุรงค์จิรกานต์ ว่า “การโกอินเตอร์ ทุกคนฝันลึกๆ แบบลึกมากๆ ตอนทำสล็อตแมชชีนก็อยากเล่นดนตรีสดเพลงที่ตัวเองแต่ง แล้วหลังจากเพลงที่ 2 ก็พยายามแต่งเพลงเป็นภาษาอังกฤษเป็นต้นมา”

และความฝันนั้นก็เป็นจริงเมื่อเบียร์ยี่ห้อหนึ่งทำโปรเจ็กต์มิวสิคคอนเน็คชั่นจับคู่วงเขากับวงจากสหรัฐอเมริกา ทำให้ได้เดินทางไปเล่นดนตรีที่นิวยอร์ก จากนั้นก็ได้ไปที่พม่า

ทั้งหมดนั่นเขาว่า “จุดเริ่มต้นมาจากต้องเอาเป็นเอาตายกับมัน”

“ผมทำสล็อตแมชชีนมา 12 ปี ครอบครัว ปากท้อง ทุกคนต้องมาร่วมสมรภูมิกัน”

“คนเราเกิดมาครั้งเดียว เราอาจไม่ต้องทำหลายอย่าง แต่ต้องมีอย่างหนึ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุดไปเลยในชีวิต” เฟิร์สย้ำ

ฝั่งวงโพสต์ร็อคอย่าง Inspirative ส่งนพนันทน์ พานิชเจริญ มาบอกเล่าประสบการณ์ โดยว่าพวกเขาเคยไปทัวร์คอนเสิร์ตที่สิงคโปร์ และจีนมาแล้วถึง 8 เมือง แต่ประเทศหลังนันกว่าจะได้ไปต้องรอคอยนานหลายปี

“ผมน่าจะเริ่มตั้งแต่ปี 2010 – 2011 อยู่ดีๆ มีออแกไนซ์ติดต่อมา ตอนนั้นโชคดีมือกลองลาออกเลยไม่ได้ไป เพราะแอบกลัวว่าเขาเป็นใคร มาหลอกเราหรือเปล่า พอออกอัลบั้มอีก 2 ปีต่อมา เจ้าเดิมติดต่อมาบอกจำได้ไหม หามือกลองได้หรือยัง แล้วก็มีอีกเจ้าติดต่อมาด้วย เป็น 2 เจ้า เราก็ต้องดูโปรไฟล์ทั้ง 2 เจ้า จนได้เจ้าที่สองมา”

“ตอนนั้นก็ยังไม่เชื่อว่าได้ไป จนเขาขอเอกสารให้แปลเนื้อเพลงเพื่อขอวีซ่า ก็แปลไป เริ่มมีการส่งเอกสารคุยกันในทีมว่าเป็นไงเป็นกัน ตื่นเต้นมากว่าจะเจออะไร”

“พอไปเล่นจริงๆ ที่นั่นคนดูเยอะกว่างานเปิดอัลบั้มอีก รู้งี้มาตั้งนานแล้ว เพราะอยู่เมืองไทยไม่เคยเจอประสบการณ์แบบนี้” นพนันทน์ว่าพลางหัวเราะ

ก่อนจะว่าถึงเคล็ดลับในความสำเร็จ “ผมว่าความตั้งใจในความเป็นตัวตน  คนดูสัมผัสได้ คนดูจะรู้ว่าเราพยายามเหมือนวงนั้นวงนี้  อันนี้สำคัญที่สุด”

“ส่วนจะโก ไม่โกค่อยว่ากัน แล้วโอกาสจะมาเอง”

เพราะเขาว่า “ผมถามตัวเองว่าทำไมต้องเหนื่อยเล่นดนตรีที่ได้สตางค์แค่นิดหน่อย แล้วมีพี่คนหนึ่งบอกว่างานประจำเลี้ยงชีพ ดนตรีเลี้ยงจิตวิญญาณ”

 อย่างนั้นแล้วการโกอินเตอร์ก็คงไม่ต่างจาก ‘กำไร’