จากกรณีที่ เอ อัญชลี หัสดีวิจิตร ได้เกิดอุบัติเหตุรถจักรยานเกี่ยวกันล้มบริเวณ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ (อ่านข่าว ‘เอ อัญชลี’ เกิดอุบัติเหตุ หลังร่วมปั่นจักรยานระดมทุนช่วยเด็ก 3 จังหวัดชายแดนใต้) ล่าสุดเมื่อได้เจอหน้า โย ยศวดี ในงานรวมหัวใจไปให้สุด ที่แดนใต้ ที่หาดสมิหลา จังหวัดสงขลา ก็ได้เล่าถึงอาการของพี่สาวให้ฟังว่า ตอนนี้ยังไม่สามารถขยับตัวได้
“เมื่อประมาณ 2วันที่แล้ว ที่โยไปเยี่ยม ตอนแรกถอดสายยางปัสสาวะออก แต่ว่าก็ใส่เข้าไปใหม่เพราะว่าเขายังปัสสาวะเองไม่ได้”
“เขาทรมานนะ เพราะว่าเขาขยับไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ต้อนรับคนมาเยี่ยมที่เตียงเหมือนคนอัมพาตแบบนั้นเลย เขาก็อึดอัดตัวเอง เพราะเขาเป็นคนทำอะไรคล่องแคล่ว เป็นนักกีฬาด้วย พอไปเห็นเขาเราสงสาร น้ำตาไหล”
ก่อนจะเล่าถึงวินาทีที่เกิดอุบัติเหตุให้ฟังว่า
“ตอนแรกเราปั่นอยู่แล้วโยได้ยินเสียงโครม คือรู้สึกจักรยานสั่นก่อน มีคนชนโย แต่ว่าเราไม่รู้ว่าใคร ในใจสังหรณ์เพราะเราได้ยินเสียงผู้หญิงร้องสองคน คิดว่าหนึ่งในนั้นคือพี่สาวเราแน่ๆ”
“คือเขาหักหลบไม่ทันเพราะว่าดาร์ลิ่ง (อารดา อารยวุฒิ) ชนโยเสร็จ ดาร์ลิ่งล้ม แล้วเอเขาต่อหลังดาร์ลิ่งอีกทีหนึ่ง เขาพยายามจะหักแล้วแต่ว่าไม่พ้นดาร์ลิ่ง พอเฉี่ยวรถเขาก็ลอย เลยล้ม”
ซึ่งโยบอกว่าเหตุการณืที่เกิดขึ้นทำเอาหัวใจเธอนั้นหล่นเลยทีเดียว และในระหว่างที่รอรถพยาบาลนั้นโยก็เล่าว่า
“โยพยายามยกขาเขาขึ้น แต่ว่าเขาขยับตัวไม่ได้ เขาบอกว่าเจ็บตรงสะโพกมาก เราก็มองหน้ากันกับโค้ชรู้เลยว่าต้องมีกระดูกหัก แต่ว่าไม่รู้ว่าหักตรงไหน เราเลยไม่ให้เขาขยับตัวแล้วเอาของแข็งมาสอบตัวเขา แล้วพี่เขาก็ขึ้นเป็นรถกะบะ นั่งมองพี่สาวถูกบล็อคคอ”
“โยร้องไห้ วันนั้นโยเสียสติเหมือนกันเพราะนี่ไม่ใช่สิ่งคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้น เอเป็นคนขี่จักรยานเก่ง ขี่รอบคอบและมีสมาธิตลอด แต่เหตุการณ์แบบนี้คือพอคนข้างหน้าล้มมันทำอะไรไม่ได้”โยเล่า
ในเรื่องสภาพจิตใจของเอนั้น โยบอกว่าตอนที่รู้ว่ากระดูกหักเอร้องไห้หนักมาก และประโยคแรกที่พี่สาวพูดกับตนก็คือ
“เอจะกลับไปปั่นจักรยานไม่ได้แล้วหรอ”
“เพราะพี่สาวโยซ้อมและฟิตร่างกายมาหนักมากแต่ตัวโยเองไม่ได้ซ้อมอะไรเลย ตัวโยบอกเลยว่าตอนแรกกิจกรรมนี้โยมไม่ได้อยากมา เพราะว่าโยเพิ่งแข่งไอรอนแมนเสร็จ แต่เอบอกกับเราว่ากิจกรรมนี้อยากให้เราไปปั่นด้วยเพราะเอไม่สามารถไปปั่นคนเดียวได้ถ้าไม่มีโย”
หลังจากนั้นก็ทำให้ตนกลับมาถามความรู้สึกของตัวเองว่าแล้วเราเองจะปั่นไปต่อเพื่ออะไร ถ้าให้ปั่นต่อเพื่อเด็กๆ ก็โอเค แต่ว่าตัวเราก็มีกำลังใจของเราซึ่งกำลังใจที่สำคัญที่สุดเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว
“2 วันแรกเราปั่นไม่ได้เลยนะ ปั่นไปร้องไห้ไป ใส่แว่นคนมองไม่เห็น แต่ว่าเราร้องไห้หนักมาก จนคนเป็นห่วงว่าจะไหวไหม ทุกครั้งที่อยู่บนจักรยานเรามีสติสมาธิตลอด แต่ว่าพอลงจากจักรยานเราก็ไม่กินข้าวไม่ไปเจอใคร อยู่ในห้องร้องไห้อย่างเดียว เหมือนไม่มีกำลังใจ”
“เราก็คุยไลน์กับพี่สาวทีมงานก็เอาหน้าพี่สาวมาให้เราคุยไลน์กันทุกวัน ผ่านไป 3-4 วันเราก็เริ่มดีขึ้น จนวันที่ 5 เราก็ขอกลับกรุงเทพแป๊บนึง จองไว้รอบ18.00 น .แล้วจะบินกลับจากกรุงเทพรอบ 06.00 น. พอไปถึงไม่มีใครรู้เลยนะว่าโยจะมาเราไม่ได้บอกใคร เพราะถ้าพี่สาวรู้เขาจะห้ามไม่ให้เราไป พอเขาเห็นเราเขาตกใจมาก”
“เราก็บอกว่าเราอยากเจอเขาจะได้มีกำลังใจมากขึ้น”

