ขายหนังฝรั่งพันๆ เรื่องผ่านจอ ต้องขายหนังท้องถิ่นด้วย 3 ใน 10

16.09.18 | 05:30 น.

มือถือเครื่องเดียวปัจจุบันแทบจะอุ้มโลกทั้งใบไว้ให้เราติดตาม หรือสำรวจข่าวคราวต่างๆ ที่หลงหูหลงตาเพราะมากมายดูไม่ทันอ่านไม่ถ้วน ป๊อบแป๊บเพื่อนฝูงก็ส่งมาให้อ่านสารพัด ไม่ว่าจะผ่านตามาแล้วหรือยังไม่ผ่านตา ซึ่งมีจำนวนมากกว่า

ที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งสำหรับคนบันเทิง เป็นคำบอกจาก ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ซึ่งชื่อประกันข่าวสารได้ มีผู้สนใจส่งผ่านมาบอกว่า

สหภาพยุโรป (อียู) กำลังจะผ่านกฎหมายโควต้าบังคับผู้ให้บริการเนื้อหาตรง (สตรีมมิ่ง) ผ่านคอมพิวเตอร์ เช่น เนทฟลิกซ์ (Netflix) และ อเมซอน (Amazon) ที่เปิดบริการในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป จะต้องมีเรื่องหรืองานท้องถิ่น (โลคัล คอนเทนต์) พ่วงเข้ามาด้วยอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์

เท่านั้นยังไม่พอ ยังต้องสนับสนุนทุนแก่คนทำหนังใหญ่หรือหนังชุดท้องถิ่น โดยแต่ละประเทศสมาชิกเลือกได้ว่าจะใช้วิธีให้เนทฟลิกซ์กับอเมซอนต้องร่วมทุน หรือต้องซื้องานของท้องถิ่น หรือจะเก็บค่าบริการรายเดือนเพิ่มจากปกติ แล้วส่งเงินก้อนนั้นเข้ากองทุนภาพยนตร์ของประเทศนั้นๆ ก็แล้วแต่

ธิดา เล่าว่า การเก็บเงินอย่างที่ว่านั้น เริ่มใช้ไปแล้วในเยอรมนี ซึ่งเนทฟลิกซ์พยายามต่อสู้ให้ยกเลิก แต่ไม่เป็นผล

Advertisement

นอกจากนี้ อียูยังพิจารณากฎหมายที่จะบังคับให้ฐานบริการผู้ใช้ (แพลตฟอร์ม) ที่ผลิตเนื้อหาหลากหลาย เช่น ยูทูบ ต้องเพิ่มค่าสิทธิแก่เจ้าของเนื้อหาเหล่านั้นที่นำผลงานมาเผยแพร่สร้างรายได้แก่ยูทูบให้สูงขึ้นด้วย

ข่าวนี้สำหรับคนที่ดูหนังมาตั้งแต่หนังญี่ปุ่นยังครองตลาดเมื่อ 50 ปีก่อน ที่พลพรรคซามูไรถูกฟันล้มลงตาย แต่ขาหรือตัวยังไม่พ้นจอ ลุกขึ้นมาสู้กับพระเอกต่อได้ ผู้ชมเฮฮากันอย่างกับหนังตลก ตามด้วยหนังอินเดียชนิดที่หนุมานหรือม้าบินเหาะได้แต่ซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย ยังเหาะจากหลังมาหน้าหรือหน้าไปหลังไม่ได้ และกว่านางอิจฉาหรือผู้ร้ายจะกลับใจสำนึกสั่งเสียเสร็จก่อนตายหรือก่อนเข้าคุก ในตอนจบของทุกเรื่อง ก็ใช้เวลาเกือบสิบยี่สิบนาที จนน้ำตาท่วมโรงเป็นประจำ

จึงถึงศักราชหนังฮอลลีวู้ดยาวนานมากระทั่งปัจจุบัน

โอกาสทองของหนังไทยหลังยุคฟิล์ม 16 มม. เกิดขึ้นก็เมื่อทศวรรษ 1979 (2513) ที่มีการขึ้นภาษีหนังต่างประเทศจากเมตรละไม่ถึง 3 บาท เป็นเมตรละ 30 บาท จนเอเยนต์หนังนอกชวนกันไม่ส่งหนังฝรั่งเข้ามาฉายอยู่หลายปี

ยุคนั้น ปริมาณการสร้างหนังไทยพุ่งพรวดขึ้นไปถึงปีละ 100 กว่าเรื่อง ริมๆ 150-160 เรื่อง

ทำให้คอหนัง แม้จะออกอาการลงแดงอยู่บ้างเมื่อเห็นข่าวชื่อหนังตุ๊กตาทองเข้าชิงออสการ์ผ่านไปแต่ละปี โดยไม่มีโอกาสดู แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังปลอบกันอยู่ว่า เป็นนาทีทองของหนังไทย ทั้งๆ การขึ้นภาษีนั้นมิใช่กระบวนการวางแผนที่มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมหนังไทยระยะยาวแต่อย่างใด เพราะเรียกร้องต่อเนื่องกันมานานทุกรัฐบาลถึงการช่วยเหลืออุตสาหกรรมบันเทิงแขนงนี้ ให้รัฐบาลช่วยลดภาษีฟิล์ม ภาษีเครื่องถ่ายทำหรือสารพัดอุปกรณ์เกี่ยวข้อง เพื่ออุดหนุนคนทำหนังและนักศึกษาที่เรียนสาขานี้ ได้ผ่อนเบาภาระลงทุนที่หนักหนาลงได้บ้าง

แต่ไม่เคยเป็นผล

เมื่อเห็นคนบ้านอื่นเขาพยายามปกป้องผู้คนและคนทำกินบ้านเขา ให้มีส่วนในธุรกิจบริการที่เข้ามาทำเงินในบ้านเขาบ้าง เราก็ได้แต่คิดว่า เมื่อไหร่บ้านเราจะทำสิ่งดีๆ อย่างที่เขาทำกัน

เพราะแม้แต่เรื่องที่กำหนดเป็นข้อกฎหมายแล้ว ก็ยังไม่ลงมือปฏิบัติเลย อย่าเพิ่งว่าไปถึงทำได้หรือทำไม่ได้อย่างไร

ธิดา อดีตบัณฑิตสถาปัตย์ จุฬาฯ บรรณาธิการนิตยสารหนัง ไบโอสโคพ (Bioscope) ยังไม่รู้ว่า นโยบายเรื่อง สตรีมมิ่ง ในบ้านเราจะเป็นอย่างไร แต่ความคิดที่จะกำหนดโควต้าหนังเข้าโรงฉาย เผื่อหนังในบ้านด้วยนั้น ล้มไปแล้วตั้งแต่ยังไม่ได้ยืน คือไม่ทันได้ลุก – นี่พูดเองไม่ใช่คำพูดของเธอ

นอกจากนี้ ยังได้ยินมาอีกว่า MPAA (สมาคมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของอเมริกา) ยังพยายามให้ไทยลบกฎหมายไทย เกี่ยวกับการกำหนดสัดส่วนการฉายภาพยนตร์นี้ ซึ่งมีอยู่ใน พ.ร.บ.ภาพยนตร์แล้ว แต่ไม่เคยได้ใช้ ให้หายไปจากกาแล็กซีทางช้างเผือกด้วย

โอ้, พระเจ้าจอร์จ พยายามให้ไทยลบกฎหมายไทย ในยุคที่ไทยกำลังชวนให้รักประเทศไทยกันอยู่นี้ พระเจ้าจอร์จที่ไหนจะเหล่มาช่วยไทยได้

ฤๅษีตาไฟก็กำลังย่ำแย่ ทำไงดี เหล่าอัศวินคีย์บอร์ดช่วยคิดหน่อย