เมื่อวันที่ 20 กันยายน ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีการจัดงานเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์แห่งชาติประจำปี 2561 โดยในช่วงบ่ายมีการบรรยายหัวข้อ “จีนโล้สำเภาหนุนสยามสุพรรณ ยึดอำนาจอยุธยาจากขอมละโว้” โดย นายสุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ในเครือมติชน

นายสุจิตต์ เริ่มต้นด้วยการกล่าวไว้อาลัยนายพเยาว์ เข็มนาค อดีตนายช่างกรมศิลปากร ผู้บุกเบิกงานคัดลอกภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ รวมถึงมีความเชี่ยวชาญในภูมิสถานอยุธยา จากนั้น เข้าสู่ประเด็นคำว่า “สยาม” โดยระบุว่า สยามไม่ใช่คนไทย แต่เป็นคนพูดภาษาไทย คนกลุ่มนี้ขนทรัพยากรโยกย้ายไปลุ่มน้ำเจ้าพระยา เอกสารจีนจึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “เสียน” หรือ “สยาม” ซึ่งหมายถึงพวกสุพรรณภูมิลงไปถึงนครศรีธรรมราช

นายสุจิตต์ยังกล่าวว่า จีนหนุนกลุ่มคนสายที่พูดภาษาไทยเป็นพิเศษ จึงให้โอรสกษัตริย์สุพรรณภูมิไปประทับที่ปักกิ่ง 1 ปี คือ เจ้านครอินทร์
“จีนต้องการควบคุมอ่าวไทย เพื่อควบคุมเส้นทางการค้า มีการส่งเจิ้งเหอคุมกองทัพเรือใหญ่ เดินทางมาตลอดอ่าวไทยไปถึงอาฟริกา เราพบเอกสารจีนว่าช่วงที่เกิดความปั่นป่วนในอยุธยา เจิ้งเหอยกกองเรือมา จักรพรรดิจีนกดดันให้ราชสำนักอยุธยาเปลี่ยนแปลง ตอนนั้นสายละโว้เป็นใหญ่ จีนกดดันให้เจ้านครอินทร์ยกทัพจากสุพรรณฯ มายึดอยุธยา จับพระรามราชา โดยมีจีนหนุน

“เมื่อเจ้านครอินทร์มาเสวยราชที่อยุธยา จึงถือว่าเป็นราชอาณาจักรสยามแห่งแรก เพราะคุมได้หมดทั้งสุพรรณฯ อยุธยา นครศรีธรรมราช ฯลฯ ความมั่งคั่งขออยุธยาจึงชัดเจนขึ้น หลักฐานสำคัญคือ กรุพระปรางค์วัดราชบุรณะ ในกรุมีภาพจิตรกรรมรูปคนจีนเต็มไปหมด”
นายสุจิตต์กล่าวว่า เราลืมประวัติศาสตร์จีน ลืมพลังของจีน มุ่งแต่อินเดีย กรมศิลปากรมีแต่ผู้เชี่ยวชาญอินเดีย ไม่มีผู้เชี่ยวชาญจีน แต่ปัจจุบันต้องยอมให้จีน ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้เพิ่งนอม แต่ยอมมาตั้งแต่ยุคอยุธยาแล้ว

“หลังสุพรรณยึดอยุธยาแล้ว เจ้านครอินทร์ขึ้นเป็นกษัตริย์อยุธยาจึงเปลี่ยนจากพูดภาษาเขมรเป็นไทยสำเนียงเหน่อสยามหลังจากนี้ หมายถึงเพชรบุรีไล่ไปจนถึงนครศรีธรรมราช
การอ่อนน้อมต่อจีน เป็นเรื่องปกติ จีนถือว่าแถบนี้เป็นเมืองในอาณัติที้งหมด จีนต้องการแถบนี้เป็นเมืองขึ้นเอกสารจีนระบุว่าจักรพรรดิจีนปรึกษาหารือจัดทัพปราบ เสียน คือสยาม และหลอหู คือละโว้ แต่ขุนนางบอกไม่สำคัญ ถึงได้ครองก็ก็หาประโยชน์ไม่ได้ ควรส่งทูตไปเกลี้ยกล่อมให้สวามิภักดิ์ดีกว่า จักรพรรดิ์จึงทำตามนั้น”

สุจิตต์ปิดท้ายว่า เราทิ้งรัฐสุพรรณภูมิในแง่รัฐเอกราชทั้งรัฐ ทั้งที่เป็นผู้สถาปนาอยุธยาตัวจริง เพราะก่อนหน้านั้นอยุธยายังพูดภาษาเขมร วรรณกรรมที่บันทึกด้วยอักษรไทยก็ยังไม่มี”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในงานคึกคักอย่างมาก มีผู้สนใจเข้าร่วมมากกว่าร้อยราย ทำให้ที่นั่งซึ่งจัดไว้ไม่เพียงพอ ทางพิพิธภัณฑ์ต้องนำเก้าอี้มาเสริมถึง 3 ครั้ง โดยผู้เข้าร่วมมาจากหลากหลายกลุ่ม อาทิ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช , กลุ่มผู้สนใจโบราณคดีจากสุพรรณบุรี , นักศึกษามรภ. พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น นอกจากนี้บางรายตั้งใจเดินทางมาจากจังหวัดเชียงใหม่เพื่อฟังบรรยายโดยเฉพาะ
https://vdo.matichon.co.th/media/pub/22/22d15d71e6cf4be74e319265772be0d6/adaptive_hls/playlists.m3u8

