‘เลือดข้น คนจาง’ In Family We Trust ไหมเล่า?

เพิ่งออกอากาศมาได้ 2 ตอน แต่ ‘เลือดข้นคนจาง’ ผลงานละครของ ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์ ก็เข้มข้น จนแฟนๆเฝ้ารอให้คืนวันผันไปถึงวันศุกร์และวันเสาร์ด้วยใจจดจ่อ จะได้เปิดจอรอดูทางช่องวัน หลังข่าวภาคค่ำ

ย้งซึ่งเคยประกาศตอนทำ ‘I Love You I Hate You’ ว่าจะพักงานทีวี กลับไปทำหนัง (บ้าง) แจงเหตุที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน เพราะ “ความเลยเถิดของผม”

“จริงๆผมตั้งใจนะ แต่จังหวะนั้นได้เจอพี่วุธ โฟร์โนล็อก”

วุธ-อนุวัฒน์ วิเชียรณรัตน์ ประธานกรรมการ บริษัท โฟโนล็อค จำกัด ผู้อยากทำโปรเจ็คต์ ไนน์บายนาย นำศิลปินวัยรุ่นมาพัฒนาศักยภาพทั้งด้านการแสดง การร้องเพลงและการโชว์ ชักชวนให้เข้าร่วม แล้วเขาก็ตอบรับ โดยตั้งใจจะเลือกผู้กำกับจาก ‘โปรเจ็คต์ S’ คนใดคนหนึ่งมารับหน้าที่ ส่วนเขาจะเป็นโปรดิวเซอร์ให้

หากก็ต้องล้มความตั้งใจ เมื่อพบว่า “วุธเป็นคนบ้า”-นี่เราไม่ได้ว่า แต่ย้งพูด

^ ^

“คือพอเริ่มทำงานก็จะใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ”

อย่างคอนเสิร์ตวุธก็จองอิมแพคอารีน่า เรื่องร้องเพลง เต้นรำก็ส่งไปเรียนกับครูระดับท็อปของประเทศ เจออย่างนี้เข้า “ดูเหมือนเราต้องบ้าไปด้วยกันแล้วน่ะ” ย้งบอกพลางหัวเราะ ก่อนโดดมากำกับการแสดงเอง

ส่วนที่มาลงตัวกับละครที่ว่าด้วยเรื่องแตกร้าวของความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งมีนักแสดงตั้งแต่ระดับ นพพล โกมารชุน , ภัทราวดี มีชูธน , ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง , คัทลียา แมคอินทอช , ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี , พลวัฒน์ มนูประเสริฐ, อาภาศิริ นิติพน , โสภิตนภา ชุ่มภาณี , เก็จมณี วรรธนะสิน ไปจนถึงเหล่านักแสดงจากโปรเจ็คต์ดังกล่าวคือ  ธนภพ ลีรัตนขจร , กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม, ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ, ชลธร คงยิ่งยง, ลภัส งามเชวง, ศิวกร อดุลยสุทธิกุล, จักริน กังวานเกียรติชัย, พาริส อินทรโกมาลย์ และ ชิษณุชา ตันติเมธ ก็เพราะรู้สึกว่า เรื่องนี้ตอบทุกโจทย์ในใจ

“คือผมว่าโฟร์โนล็อกน่าจะพาน้องๆไปสู่แฟนเพลงวัยรุ่นได้อยู่แล้ว ผมเลยอยากพาน้องไปแมส พาไปให้ผู้ใหญ่รู้จัก”

วันหนึ่งเลยเดินแบบกล้าๆกลัวๆไปหา บอย ถกลเกียรติ วีรวรณ แห่งช่องวัน ขอเวลาไพร์มไทม์ เวลาแห่งการเรียกเรตติ้ง ที่ช่องไม่เคยยกให้คนอื่นมาก่อน แล้วก็ถูกถามกลับว่า เขาจะทำอะไร

“นั่นคือการเลยเถิดของผม”

“คือพอพี่บอยบอก ผมเข้าใจทุกอย่าง การทำละครต้องมีคนดู แล้วคนดูละครทีวีคือดูแบบครอบครัว ผู้ใหญ่ เราจึงเห็นได้ว่าต่อให้มีนักแสดงวัยรุ่นลงไป จะเป็นเด็กมากก็ไม่ได้ จะใส่ชุดนักเรียนก็จะยากๆนิดนึง”

ประกอบกับ “ชีวิตผมมีเรื่องหลายเรื่องที่อยากจะพูดถึง”

หนึ่งในนั้นคือเรื่องครอบครัว

คิดแล้วคนที่โตกับละครชุดฮ่องกง ชอบความเข้มข้นของเรื่องเชือดเฉือนในครอบครัวก็นึกออกว่าจะทำอะไร พร้อมกันนั้นก็นึกรู้ในใจว่า งานนี้แค่นักแสดงวัยรุ่นทั้ง 9 ที่เขามีอยู่คงไม่พอ

“ต้องมีตัวละครผู้ใหญ่ที่คนจะต้องตามเรื่องเขา ต้องเป็นตัวสำคัญ เป็นตัวที่ก่อให้เกิดปัญหา”

จากนั้นเรื่องราวของครอบครัวคนจีนที่ทำกงสี ครอบครัวที่ยึดขนบผู้ชายสำคัญกว่าผู้หญิง ลูกสาวแต่งงานแล้วเป็นคนนามสกุลนอก วันหนึ่งลูกสาวจะไม่สำคัญกว่าลูกสะใภ้ เพราะลูกสะใภ้แต่งเข้ามาอยู่กับลูกชาย จะใช้นามสกุลนี้ และเป็นแม่ของหลานที่จะสืบทอดตระกูล จึงถูกเขาร้อยเรียงขึ้นมาเป็นบท

“ระบบกงสีที่เหมือนคนในครอบครัวทำธุรกิจเดียวกัน ก็เอาเงินมากองตรงกลางแล้วแบ่งปัน จริงๆเจตนาเริ่มต้นเป็นเจตนาที่ดีของคนรุ่นพ่อแม่หรือรุ่นอากง เพราะเขาเห็นลูกหลานเก่งแต่ละคนเก่งไม่เท่ากัน จะปล่อยให้คนไม่เก่งอดตายหรือ คนเก่งอาจจะได้เยอะหน่อย คนไม่เก่งก็มีกงสีเลี้ยงดู แต่พอระบบเป็นอย่างนี้ก็อาจจะนำไปสู่ปัญหาอะไรบางอย่าง”

ซึ่ง “ผมว่ามันน่าสนใจ”

ส่วนคนที่กำลังสนใจว่าใครฆ่า ‘เฮียประเสริฐ’ ก็ไม่ได้มีปัญหา

“แต่ประเด็นฆาตกรรมไม่ได้สำคัญเท่ากับความเป็นคน ความเป็นมนุษย์ ความเป็นครอบครัว”


“เพราะเราเป็นญาติพี่น้องกันจึงจำเป็นต้องรักกันใช่ไหม”

“แค่เราเป็นญาติเราต้องทำดีต่อกันหรือเปล่า”

“หรือไม่จำเป็น เราจะทำดีต่อกันเพราะอยากดีต่อกันมากกว่า”

“สิ่งเหล่านี้จะถูกถามอยู่ในละคร ในรุ่นเด็กๆ เพราะรุ่นผู้ใหญ่เขาจะโตมาในขนบที่เป็นครอบครัว”

ครอบครัวสมัยก่อนที่ปลูกฝังกันว่านี่พ่อแม่ เราต้องรัก นี่ญาติ เราต้องดูแล และจะไม่มีคำถามประเภท ถ้าสองคนนี้ให้กำเนิดเรา เป็นพ่อแม่เรา เราจำเป็นต้องรักเขาไหม ถ้าเขาไม่ดีกับเรา-คำถามซึ่งเกิดขึ้นจริงในสังคมยุคปัจจุบัน อันพบเจอได้ผ่านสังคมออนไลน์

ช่างเข้ากับชื่อเรื่อง ‘เลือดข้น คนจาง’ หรือ In Family We Trust ที่ให้ความหมายในทางแซะ ไหมเล่า?

สำหรับตัวนักแสดง ย้งบอกว่าในส่วน ‘รุ่นใหญ่’ ล้วนเป็นคนที่เขาชื่นชมมานาน ซึ่งแต่ละคนล้วนคิวทอง เมื่อได้มาจึงดีใจนัก

“ตอนเด็กๆเวลาพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะขอพรว่าขอให้ได้นักแสดงที่อยากได้ แต่พอแก่ ทำงานมาเยอะ ก็จะขอให้ได้นักแสดงที่ดีและเหมาะสมกับโปรเจ็คต์นี้ที่สุด” ย้งในวัย 45 บอก

“คือตอนเริ่มต้นเราอาจจะอยากได้คนนึง แต่เขาติดคิวหรือมีอะไรบางอย่างมาไม่ได้ เราก็ดูช้อยส์ต่อๆไป สุดท้ายพอมาถึงวันที่ถ่ายทำเสร็จ ผมว่านี่คือกลุ่มนักแสดงที่เป็นตัวละครในเรื่องที่ถูกต้องที่สุด ไม่มีตัวละครไหนที่รู้สึกว่าไม่ใช่เลย”

“ละครเรื่องนี้ไม่มีพระเอก นางเอก ทุกตัวละครสำคัญหมด แอร์ไทม์ของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน  เพราะมันเท่ากันไม่ได้”

“ตอนชวนพี่ๆ นักแสดงผู้ใหญ่ เขาก็ไม่ได้ติดอะไรหรอก เพราะเขารู้ว่าโปรเจ็คต์มันเริ่มต้นจากอะไร แล้วเขาเป็นมืออาชีพกันหมด แต่ผมรู้สึกว่าถ้าผมจะชวนเขา ผมต้องดูแล ผมไม่ได้เอาเขามาเป็นนักแสดงสมทบให้นักแสดงวัยรุ่น แต่มองเขาเป็นตัวละครสำคัญ พอเป็นตัวละครสำคัญมันก็จะมีที่มาที่ไป มีเหตุผลของความรู้สึกนึกคิด การตัดสินใจ และพอเรามีสิ่งเหล่านี้ปุ๊บ กล้องต้องไปรับเขา ดังนั้นจะไม่มีใครเป็นตัวประกอบให้ใคร แม้กระทั่งพวกรุ่นเด็กๆก็ตาม คือเด็กๆทุกคนยังไงก็ไม่มีทางเท่ากัน เพียงแต่ทุกคนมีฟังก์ชั่น มีหน้าที่ต่อเรื่องราวนี้ ไม่มีใครที่ตัดทิ้งได้ พอเราคิดอย่างนี้ในใจ ตัวละครทั้ง 25 ตัวเลยสำคัญหมด”

แต่ต่อให้สำคัญหมด และเขาเองรักตัวละครทุกตัวในเรื่อง หากจริงๆแล้วก็แอบเอนเอียงรักตัวละครที่เป็นผู้หญิงมากกว่า

“ตัวละครนะครับ ไม่ใช่นักแสดง” เขาบอก

ก่อนให้เหตุผลว่า คงเพราะในเรื่องนี้ตัวละครที่เป็นแม่มีบทบาทสำคัญยิ่ง

“แม่เป็นผู้สร้างและทำทุกอย่างให้เกิดขึ้น หมายถึงสิ่งดีๆแม่ก็สร้าง สิ่งไม่ดีแม่ก็สร้าง คือมันอาจจะเป็นเรื่องที่ว่าขนบบางอย่างมาจากพ่อ หรือมาจากผู้ชายที่เป็นผู้นำ แต่การอธิบาย การปลูกฝัง การทำให้เป็นสิ่งเคยชิน แม่เป็นคนทำสิ่งนั้น ตัวละครที่รับบทแม่ทั้งหลายจึงเป็นตัวละครที่มีน้ำหนักสูงในเรื่องนี้”

กับเสียงชื่นชมที่เกิดขึ้น ในฐานะคนทำย้งคงดีใจ หากกระนั้นเจ้าตัวก็สารภาพว่าลึกๆแล้วแอบหวาดหวั่น

“ที่ผ่านมาผมทำซีรีย์จะโดนด่าตอนจบตลอด เป็นปมในใจผมมาก ว่าจะโดนด่าอีกไหมเนี่ย”

“จริงๆผมชอบตอนจบของผมนะ แต่มันอาจจะยังสื่อสารกับคน หรือเหมือนเรายังจบได้ไม่สมบูรณ์พอที่จะให้คนดูเข้าใจในสิ่งที่สื่อสาร พอมาถึงเรื่องนี้ ก็เลยเรียนรู้สิ่งจากงานเก่าๆของผมอย่างหนักหน่วงมาก”

“เพื่อให้ละครไปถึงจุดที่ผมอยากให้ไปถึง”

ละครซึ่งตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็น ‘ครอบครัว’ เรื่องนี้