ผู้หญิงแล้วไง? ชนชั้นในกองถ่ายหนัง -เรื่องจริงเคยเจอ

28.09.18 | 12:22 น.

ว่าด้วยเรื่องของชายเป็นใหญ่กว่าหญิง มีมาช้านาน จนเกิดเป็นค่านิยมขึ้นในสังคมของเอเชีย เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปผู้หญิงได้รับการยอมรับมากขึ้นในหลาย ๆ ด้าน อย่างไรก็ตามเรื่องของความเท่าเทียมกันก็ยังเป็นวาทกรรมที่ต้องพูดกันไปอีกนาน ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้คณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้จัดการประชุมทางวิชาการภาพยนตร์อาเซียนศึกษาและเทศกาลภาพยนตร์อาเซียน ครั้งที่ 3 ซึ่งในงานมีการปาฐกถาหัวข้อ ผู้หญิงในอุตสาหกรรมภาพยนตร์อาเซี่ยน เชิญ พิมพกา โตวีระ ผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์ เจ้าของรางวัลศิลปาธร สาขาภาพยนตร์ มาแสดงความเห็น

พิมพกานำประสบการณ์จริงของตัวเองเล่าให้ฟังว่า สมัยที่เป็นนักศึกษามหาวิทยลัยธรรมศาสตร์ โดยเรียนด้านภาพยนตร์ เธอไม่ได้รู้สึกถึงความแตกต่างของการเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ไม่เคยคิดว่าความแตกต่างดังกล่าวจะมีข้อจำกัด

หากกระนั้นเวลาทำงานกลุ่มกับเพื่อน ก็อดสังเกตไม่ได้ว่าไม่มีใครที่เป็นผู้หญิงแล้วจะได้รับเลือกให้เป็นผู้กำกับ

“เขาจะเลือกผู้ชายก่อนคนแรก ก็ เอ๊ะ!ทำไม  ผู้หญิงก็ทำได้เหมือนกัน ทำยังไงถึงจะเกิดความรู้สึกว่าไม่มีความเปรียบเทียบว่าเพราะเธอเป็นผู้หญิง เพราะเธอเป็นผู้ชาย ทำไมเราไม่วัดกันว่าถ้าเธอมีความสามารถ มันก็เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้”

ยังเล่าด้วยว่าในยุคก่อน ตอนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยยังไม่มีพื้นที่ของหนังนอกกระแส การที่จะเข้ามาทำงานในวงการจึงมักต้องผ่านการฝึกงานในกองถ่าย ก่อนจะไต่เต้าไปสู่การเป็นตัวจริง

Advertisement

“วันแรกที่เข้าไปรู้สึกเลยว่า เฮ้ย! นี่มันระบบอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยหรือ มันมีขั้นตอนต่างๆที่จะถูกทดสอบ ซึ่งไม่ใช่เรื่องการศึกษา ไม่ใช่เรื่องความสามารถ เป็นเรื่องการปรับตัวเข้าสู่ระบบ ซึ่ง ณ เวลานั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้หญิงที่เป็นนักศึกษาจะถูกจับไปทำอะไรที่ไม่สำคัญ เช่น ไปชงกาแฟ ไปกั้นรถ กว่าจะได้งานที่สำคัญคุณต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างมาก”

“ต้องทำตัวให้เหมือนผู้ชาย พูดจาให้เหมือนผู้ชาย มีท่าที่บางอย่างเหมือนผู้ชาย”

“เคยถามตัวเองว่าถ้าเราอยากทำหนังเราต้องแอ๊คเหมือนผู้ชาย ทำตัวเหมือนผู้ชายหรือเปล่า เคยถามผู้กำกับหนังไทย ณ เวลานั้น ว่าทำยังไงที่จะมีการเปลี่ยนแปลง เขาก็บอกว่าไม่ได้หรอก วงการภาพยนตร์เป็นอาถรรพ์ คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะคุณเป็นแค่ตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง” พูดมาถึงตอนนี้เสียงของพิมผกาก็เครือจากความรู้สึก

เล่าด้วยว่าในช่วงหนึ่งเธอจึงตัดสินใจไปทำงานอื่น กระทั่งโอกาสอำนวยให้ได้ทำภาพยนตร์สั้น ซึ่งทำให้รู้สึกว่าได้ค้นพบช่องทางในการทำงานภาพยนตร์แล้ว

อย่างไรก็ดีพิมผกาบอกว่าสิ่งที่พูดมานี้ “ไม่ได้แปลว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์หรือคนทำภาพยนตร์รังเกียจ หรือกีดกันผู้หญิงนะ แต่เหมือนกับว่าในสังคมแบบนี้คุณต้องพิสูจน์ตัวเอง จะพิสูจน์แบบไหน พิสูจน์ว่าตัวเองคือผู้หญิงที่มีความสามารถ หรือจะพิสูจน์ว่าเป็นผู้หญิงที่เหมือนผู้ชาย เพื่อคุณจะได้อยู่ในการทำสิ่งนี้”

อย่างไรก็ดีเธอว่าตอนนี้หลายสิ่งเปลี่ยนไปแล้ว เพราะการมีหนังนอกกระแสก็เปิดโอกาสให้ผู้หญิงแสดงความสามารถมากขึ้น

ขณะเดียวกันกระแส Me too ก็ทำให้คนกลับมามองเรื่องบทบาทของผู้หญิงในอุตสาหกรรมภาพยนตร์มากขึ้น

“แต่ me too อย่างเดียวไม่พอ ไม่ใช่แค่เพราะกระแสทำให้คนสนใจประเด็น แต่อยากให้รู้สึกว่าบทบาทของผู้หญิงอยู่ในฐานะเท่ากับผู้ชายอยู่แล้ว โลกของการทำงานคือโลกของการใช้ความสามารถ คุณจะเป็นผู้หญิงก็ได้ เป็นผู้ชายก็ได้ ถ้ามีความสามารถก็ทำได้เหมือนกัน”

“มันไม่ใช่เรื่องของร่างกาย ไม่ใช่เรื่องสภาพอย่างอื่น เป็นเรื่องของจิตใจ ถ้าจิตใจของคุณผลักดัน คุณทำสิ่งนี้ได้อยู่ดี”

พิมผกายังบอกด้วยว่า ในการทำงานนั้นไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความเป็นผู้หญิง แต่ขอให้มองพวกเธอเหล่านั้นในฐานะคนทำงานที่ทำงานได้ดีเท่า ๆ กับทุกคน

“และทำงานได้กับทุกสิ่งทุกอย่างกับที่ทุกคนสามารถทำได้”