คำว่า ‘หนังสือสะเทือนโลก’ ที่เราโปรยหัวไว้ ไม่ใช่คำที่เกินเลย หากพิจารณาจากปรากฏการณ์ที่หนังสือเรื่อง ‘Sapiens A Brief History of Humankind’ ที่เขียนขึ้นโดย Yuval Noah Harari (ยูวัล โนอาห์ แฮรารี) ได้ทำไว้
ปรากฏการณ์ที่ บารัค โอบามา, บิลล์ เกตส์,มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เคยแนะนำให้อ่าน อีกทั้งถูกยกย่องให้มีความสำคัญเทียบเท่ากับ ‘A Brief History of Time’ ของ Stephen Hawking ในเชิงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ที่อ่านง่ายกว่าเยอะมาก ส่วนเรื่องยอดขาย หลังแปลจากต้นฉบับภาษาฮีบรูว์เป็นภาษาอังกฤษในปี 2014 ก็ขายไปมากกว่า 8 ล้านเล่มแล้ว โดยมีการแปลไปกว่า 50 ภาษา รวมถึงภาษาไทย ที่แปลโดย ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่วิทยาศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยสนพ.ยิปซี ที่ยอดพรีออเดอร์ถล่มทลาย จนต้องพิมพ์ซ้ำตั้งแต่ยังไม่วางขายในร้านด้วยซ้ำ
ล่าสุด ริดลีย์ สก๊อตต์ โปรดิวเซอร์ชื่อดังจากฮอลลีวู้ดก็กำลังสร้างภาพยนตร์ขึ้นจากหนังสือแนวเล่มนี้ด้วย
“ไม่เคยคาดคิดเลยครับ ว่าจะได้รับผลตอบรับขนาดนี้” ยูวัล โนอาห์ แฮรารี กล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง ในวันที่เราสัมภาษณ์เขาที่สิงคโปร์ ระหว่างที่นักวิชาการประวัติศาสตร์ชาวยิวคนนี้ ได้เดินทางมาประชุมวิชาการที่นั่น
“จริงๆแล้วผมเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาฮิบรู และขายเฉพาะในอิสราเอล ซึ่งตอนแรกก็คิดว่าน่าจะขายเฉพาะในมหาวิทยาลัยแต่ปรากฏว่ากลายเป็นหนังสือขายดี ผมคิดว่าเป็นเพราะในหนังสือที่สิ่งที่ผู้คนอยากรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่ใช่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น แต่เป็นประวัติศาสตร์โลก”
ยูวัลยกความดีให้คนรักของเขา ที่ทำให้หนังสือเล่มนี้เผยแพร่สู่ทั่วโลกด้วยการแปลเป็นภาษาอังกฤษ เขาพยายามอยู่หลายปีเพราะเชื่อมั่นในหนังสือเล่มนี้ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่น่าอัศจรรย์ … และใช่ คนรักของเขามองถูก

ดร.นำชัย ผู้แปลได้อธิบายถึงหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า “หนังสือเล่มนี้มีจุดมุ่งหมายที่เด่นชัดข้อหนึ่ง คือ ต้องการอธิบายว่ามนุษยชาติเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ได้อย่างไร เราเปลี่ยนแปลงจากแค่เป็นมนุษย์เพียงสปีชีส์หนึ่งในหลายสปีชีส์ที่เคยปรากฏขึ้นบนโลก แต่กลายมาเป็นมนุษย์เพียงสปีชีส์เดียวที่หลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างไร ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของพวกเรา เกิดความเปลี่ยนแปลง สุขนาฏกรรมและโศกนาฏกรรมอะไรกับพวกเราบ้าง”
ยูวัลบอกว่าในการเขียนหนังสือเล่มนี้ มี 2 ความคิดสำคัญที่เขาต้องการนำเสนอ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ความคิดใหม่ทั้งหมด แต่ใหม่สำหรับงานเขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โลก
“หนึ่ง ผมคิดว่าจินตนาการในเรื่องแต่ง (fiction) หรือตำนานปรัมปรา (mythology) นั้นมีความสำคัญ นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยังย้ำถึงปัจจัยที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เช่น ภูมิศาสตร์ ชีววิทยา เศรษฐศาสตร์ แต่จริงๆแล้วอำนาจของมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับความรักและความร่วมมือกันต่างหาก อย่างที่ปรากฏในเชิงการเมือง ศาสนา เศรษฐศาสตร์ ความรักและความร่วมมือถูกสร้างขึ้นในเรื่องแต่งและตำนานปรัมปรา และโน้มน้าวให้ผู้คนเชื่อในเรื่องเดียวกันได้ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เป็นรากฐานของอำนาจมนุษย์และเป็นแรงขับที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ เห็นได้อย่างชัดเจนในกรณีของศาสนา และเมื่อพูดถึงความเป็นชาติ เห็นได้ชัดว่ามนุษย์เป็นคนสร้างแนวคิดเหล่านี้ขึ้น เช่นเดียวกับความร่วมมือที่เกี่ยวกับเงินตรา ไม่ว่าจะเป็นสกุลดอลลาร์หรือเงินบาทไทย เห็นได้ชัดว่าแนวคิดเรื่องสกุลเงินคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นนานมาแล้ว และผู้คนต่างมีความเชื่อร่วมกันในเรื่องนี้ ดังนั้นนี่คือหนึ่งในแนวคิดค่อนข้างจะใหม่ในหนังสือเล่มนี้
สอง คือแนวคิดที่ว่าด้วยความสุขและความทุกข์ เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ คนมักมีคำถามในเรื่องอำนาจ พวกเขาอธิบายประวัติศาสตร์ว่าด้วยอำนาจ จักรวรรดิการเมืองเรื่องอำนาจขึ้นมาได้อย่างไร บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การเมือง อย่าง เจงกิสข่าน, จูเลียส ซีซาร์ หรือกระทั่ง ฮิตเลอร์ คนเหล่านี้ขึ้นสู่อำนาจได้อย่างไร หรือพวกเขาอธิบายว่าองค์กรบางแห่งเรืองอำนาจขึ้นมาได้อย่างไร เช่น ศาสนจักรเป็นต้น ดังนั้นสิ่งที่ผมย้ำในหนังสือเล่มนี้ก็คือ อำนาจมีความสำคัญอย่างไร แต่ถึงอย่างนั้นประวัติศาสตร์กลับไม่สามารถแยกย่อยประวัติศาสตร์ของอำนาจออกมาได้ ดังนั้นผมจึงอยากวิเคราะห์เรื่องความสุขและความทุกข์ และปัจจัยที่ว่าอำนาจมีอิทธิพลและส่งผลต่อความสุขและทุกข์อย่างไร คนเรามักจะมีแนวคิดง่ายๆ ว่าถ้าเรามีอำนาจ ก็จะนำความสุขมาให้ แต่ความเป็นจริงคืออำนาจไม่ได้นำมาซึ่งความสุข เมื่อเรามองลงไปที่ตัวบุคคล ผมไม่เชื่อว่า โดนัลด์ ทรัมป์ หรือ วลาดิเมียร์ ปูติน คือคนที่มีความสุขที่สุดในโลก แม้ดูเหมือนจะมีความสุขก็เถอะ ดังนั้นเมื่อเราศึกษาเรื่องนี้เฉพาะกลุ่มลงไปจะเห็นว่าเรามีอำนาจมากขึ้นนับตั้งแต่ยุคหิน แต่การแปลงอำนาจเป็นความสุขนั้น เรากลับทำได้ไม่ดีนัก จึงดูเหมือนว่าเราไม่มีอำนาจที่แท้จริง ที่ทำให้เรามีความสุขมากขึ้นสักเท่าไหร่ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผม ในการเขียนเซเปียนส์โดยไม่เขียนถึงแค่เพียงความซับซ้อนของอำนาจที่มีในประวัติศาสตร์สังคมมนุษย์ แต่ผมยังต้องเขียนถึงความซับซ้อนของอำนาจที่ส่งผลต่อความสุขอีกด้วย” ยูวัลอธิบาย
ยูวัลบอกว่า เวลาที่เขียนหนังสือประวัติศาสตร์จะมี 2 คำถามที่จะต้องตอบตัวเองให้ได้ คืออะไรคือข้อเท็จจริง และอะไรคือเรื่องสำคัญ โดยข้อเท็จจริงสามารถพิสูจน์ได้จากหลักฐาน แต่อะไรคือเรื่องสำคัญนั้น คือสิ่งที่ต้องตอบตัวเองให้ได้ ซึ่งเป็นคำถามในเชิงจริยธรรมที่ต้องตอบเวลาที่เขียนเรื่องประวัติศาสตร์
“หนึ่งในเหตุผลที่ผมเขียนเล่มนี้ก็เพราะอยากให้คนในโลกเข้าใจประวัติศาสตร์โลกมากกว่านี้ ไม่ใช่ประวัติศาสตร์เฉพาะของแต่ละประเทศ หรือแต่ละวัฒนธรรม
ในโรงเรียนที่อิสราเอล เราเรียนเพียงแค่ประวัติศาสตร์ของอิสราเอล เราเรียนเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับผู้คนกลุ่มอื่นๆที่เชื่อมโยงกับยิว คือพอไม่ใช่เรื่องของยิว ก็ดูเหมือนจะไม่สำคัญเลย เราเรียนเกี่ยวกับเรื่องจักรวรรดิโรมัน เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่อาณาจักรยิวถูกทำลาย แต่เราไม่ได้เรียนอะไรเกี่ยวกับอาณาจักรจีนเลย”
“ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้ ถ้าเป็นในอดีตก็สมเหตุสมผลที่เราจะศึกษาเฉพาะประวัติศาสตร์ของชาติตัวเอง เพราะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตพวกเขาที่สุด แต่ทุกวันนี้เราอาศัยอยู่บนโลกโลกาภิวัฒน์ ไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะอยู่ที่ไทย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ เพราะชีวิตของคุณก็ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอีกซีกโลกด้วย เช่น ถ้าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในจีน ทุกคนรับรู้ถึงเรื่องนี้ได้ และมันส่งผลกระทบต่อคุณ คุณอาจตกงานได้เลยด้วยซ้ำ หรือกระทั่งการเกิดปัญหาระหว่างรัสเซียหรืออเมริกันก็ส่งผลกระทบถึงคนทั้งโลกได้เช่นกัน การที่เราเพิกเฉยต่อประวัติศาสตร์โลกนั้นเป็นปัญหาใหญ่จริงๆ”
ยูวัลยังย้ำด้วยว่า การเรียนรู้แบบที่คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางทำให้แนวคิดชาตินิยมเกิดขึ้นและเป็นแนวคิดที่ส่งผลในเชิงการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องอันตราย
“จริงๆไม่ผิดหรอกที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศตัวเองก่อน เป็นเรื่องธรรมชาตินั่นล่ะ แต่จะกลายเป็นเรื่องอันตรายเมื่อเราต้องเข้าไปมีส่วนในการแก้ปัญหา บางปัญหาเราก็ต้องใช้องค์กรระดับโลกในการช่วยแก้ไข อย่างการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ที่เป็นปัญหาของส่วนรวมมันคือโลกทั้งใบ ดังนั้นถ้าคุณไม่มีองค์กรระดับโลกที่ช่วยผลักดันการแก้ปัญหานี้ เราก็ไม่สามารถจัดการกับสภาวะโลกร้อนได้ ในวันนี้ที่เราเชื่อมโยงกับสังคมโลก ส่วนหนึ่งของชีวิตคุณก็จะถูกกำหนดจากสิ่งที่เกิดขึ้นที่อีกซีกโลกหนึ่งด้วย
“การที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์โลกจึงอาจจะกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก”
……………..
ดอกฝน

