ผุดเกิดมาลาร่ำ … เขียนความตายด้วยความงาม

เมื่อปิดหน้าสุดท้ายของ ‘ผุดเกิดมาลาร่ำ’ มุมมองที่มีต่อความตายของเรากลับแปลกเปลี่ยนไป

นวนิยายเรื่องนี้เป็นผลงานของ อารยา ราษฎร์จำเริญสุข ศิลปินชื่อดังที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งแสดงทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ

สายศิลปะรู้จักชื่อของเธอดีแน่ๆ ไม่ใช่แค่ในมุมของศิลปินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงมุมของครูผู้สร้าง ซึ่งเมื่อต้นปีที่แล้วเธอได้รับแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณ ในสาขาทัศนศิลป์ คณะวิจิตรศิลป์ ม.เชียงใหม่ ที่เธอเคยสอนและสร้างทั้งศิษย์และหลักสูตรมานานกว่า 30 ปี

ในวันนี้ ‘ผุดเกิดมาลาร่ำ’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็คศิลปะในวาระครบรอบ 60 ปี-นิทรรศการ ‘ศิลปินกำลังพยายามกลับไปเป็นนักเขียน’  ก็ได้เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ที่กำลังจะประกาศผลในวันที่ 5 ตุลาคมนี้

“เดือนที่แล้วเพิ่งไปชมงานของอาจารย์ที่ National Art Galleryสิงคโปร์มาเองค่ะชอบมากๆเลย” เราเปิดฉากทักทายด้วยความยินดี ในวันที่สาขาวิชาภาษาไทย คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ จัดงานพบปะนักเขียนที่เข้ารอบรางวัลนี้

“ขอบคุณมาก งานชุดนั้นทางสิงคโปร์ซื้อไปแล้วด้วยนะคะ” เธอเอ่ยพร้อมรอยยิ้มนุ่มนวล

เราคงซื้องานศิลปะไม่ไหว แต่ซื้อนวนิยายไหว ‘ผุดเกิดมาลาร่ำ’ เป็นนวนิยายที่อ่านจบพร้อมวาบคิดว่า เรื่องราวของ ‘ไลลียา’ ในสามช่วงชีวิต ตั้งแต่เยาว์วัย สู่การผลิบานของวัยสาว จวบจนช่วงปลายของชีวิตนี้ ช่างทำให้รู้สึกถึงความงดงามของความตายเหลือเกิน ความตายที่ไม่น่ากลัว ไม่น่าหวาดหวั่น เป็นเพียงแค่การเดินทางครั้งหนึ่งที่ก็ไม่ต่างกับการเดินทางอื่นๆ บางทีการเลือกจะปลิดปลิวไปอาจดีกว่าการเลือกมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ เมื่อประกอบกับภาษาที่สละสลวยราวกับกำลังอ่านวรรณคดีในรูปแบบร้อยแก้ว ยิ่งทำให้ไม่ใช่แค่อ่านแล้วจบไป แต่อ่านแล้วยังติดอยู่ในความรู้สึก ติดอยู่ในใจ

ในงานพบปะนักเขียน ผศ.ดร.เสาวณิต จุลวงศ์ กรรมการซีไรต์รอบคัดเลือกที่ทำหน้าที่พิธีกรในวันนั้นด้วย ได้ถามถึงแนวคิดในการทำงานที่มีการผสานระหว่างานเขียนและโปรเจ็คศิลปะเข้ามาไว้ด้วยกัน ซึ่งเธออธิบายว่า นั่นคือ “ความหิว” หลังจากหยุดเขียนคอลัมน์ในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ

ความหิวนำไปสู่นวนิยายที่เกิดขึ้นโดยไม่มีพล็อตไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการศิลปินกำลังพยายามกลับไปเป็นนักเขียน ที่ตอนเริ่มต้นนั้น เจ้าตัวเองก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะเขียนได้หรือเปล่า

“การอยู่ในวงวิชาการ มันแล้งพอสมควร เมื่อเทียบกับการเขียนนิยาย เขียนกวี พอหยุดคอลัมน์ต่างๆไปก็รู้สึกว่าตัวเองหิวที่จะทำงานวรรณกรรม อีกอย่างหนึ่งเวลาทำงานศิลปะก็ต้องเขียนแนวความคิดอะไรส่งตลอดเวลา เพราะฉะนั้นตอนที่จะเขียนผุดเกิดมาลาร่ำก็หักล้างเส้นทางที่ตัวทำอยู่ คือไม่มีพล็อตอะไรเลย

โดยโครงการนี้เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เพราะทาง 100 ต้นสนแกลลอรีถามว่าอาจารย์มาแสดงงานด้วยกันไหม จริงๆตั้งใจว่าจะไม่แสดงงานที่เมืองไทยแล้ว เพราะทำเยอะจนตัวเองเบื่อ แต่พอเขาถามไปก็มาคิด และด้วยความหิวงานเขียน เลยตั้งแนวคิดว่าศิลปินกำลังจะกลับไปเป็นนักเขียน โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะเขียนได้รึเปล่า ทำนิทรรศการเสร็จช่วงปลายเดือนเดือนกรกฏา แล้วเริ่มเขียนวันที่ 14 สิงหาคม เสร็จช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน

ดิฉันเริ่มเขียนด้วยความงงมาก เพราะไม่รู้จะเขียนอะไร พอดีเช้าวันหนึ่งได้ปั่นจักรยานไปตามทางแล้วไปเห็นวิวที่สงัดพอสมควร เลยตั้งคำถามว่ามันควรจะเริ่มในยามเรื่อสางอย่างนี้หรือเปล่า และถัดไปก็มีคำถามอีกว่า หรือว่าเรื่องมันควรจะเริ่มได้ด้วยตัวมันเอง คือไม่ต้องไปตั้งค่าในการเริ่มตรงไหนแล้วก็ด้นไป” อารยาอธิบาย

เมื่อเริ่มเขียน อารยาใช้วิธีที่บอกพร้อมหัวเราะเบาๆว่าเป็นทรมานตัวเองที่สุด และจะไม่ทำแบบนี้อีกในชีวิต

“คือตั้งใจว่าจะเขียนให้เสร็จเร็วและก็ดวลกับเวลา เพราะฉะนั้นลืมตาคือเขียน และถ้าคิดไม่ออกจะหลับทันทีเลย ตอนหลังชีวิตมันก็แค่มีเขียนกับนอน” เธอยิ้มกว้าง ก่อนเผยเคล็ดลับที่เป็นอุบายอย่างหนึ่งในการทำงาน

“ขับรถค่ะ ขับรถไปเรื่อยๆเลย” เธอเล่า

“ขับรถจากเชียงใหม่ไปสุโขทัย ลำปาง เชียงราย พะเยา อยุธยา ในช่วงขับรถนี่ล่ะคิดว่าจะไปยังไงต่อ หรือรู้สึก ใช้คำว่ารู้สึกดีกว่า อาจจะคิดน้อยมากสำหรับเรื่องนี้ แล้วก็พอไปถึงโรงแรมก็เขียน คือเป็นอุบายที่คิดว่าการเคลื่อนไหวทางร่างกายอาจจะช่วยเรื่องสมอง แล้วพบว่าตัวเองคล้ายๆก้อนหิน เป็นก้อนหินที่รู้สึกนึกคิดได้แต่มันนิ่งมาก ซึ่งต่างจากการทำงานศิลปะร่วมสมัยที่คือการเคลื่อนไหว”

อารยาเล่าว่านิยายของเธอเกี่ยวข้องกับความตาย เพราะเธอหมกมุ่นกับความตาย และนี่คือที่มาของคำว่าผุดเกิดมาลาร่ำ ชื่อนิยายที่เก๋มากๆ หลังจากเขียนไปได้สองหน้า

“เป็นคนที่หมกมุ่นกับความตายมาตั้งแต่แม่ตายตอนสองขวบ เป็นคนที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่นะคะ คือถ้าตายได้ตอนนี้ก็อยากจะตายไปเลย แต่ยิ่งหมกมุ่นกับความตาย ก็ต้องยิ่งดูแลชีวิตให้ดีๆ เป็นการขับเคี่ยวที่ไม่ยอมกันเท่านั้นเอง หัวข้อในการทำงานศิลปะก็จะแนวๆนี้ คิดว่ามันอาจจะเป็นการเผชิญหน้ากับปมอะไรบางอย่างที่ทำให้ตัวเองดีขึ้น ช่วงเทศกาลศิลปะ เวนิส เบียนนาเล่ ที่อิตาลี หัวข้อก็เกี่ยวกับเรื่องแนวนี้ๆ ดิฉันก็กลับไปสอนหนังสือให้นักเรียนที่ตายแล้ว นินทาคนเป็นกันสนุกมากเลย ก็เป็นเหตุที่เราระบายไปแรงๆครั้งหนึ่งล่ะ แต่อาการหรือการหมกมุ่นกับความตายก็ยังอยู่  เลยคิดว่าครั้งนี้ล่ะซึ่งเขียนไปได้สองหน้าเองนะ คำว่าผุดเกิดมาลาร่ำก็ผุดขึ้นมา”

นอกจากลักษณะของศิลปินเพอร์ฟอแมนซ์ที่แฝงอยู่ในตัวอักษรด้วยการเล่าเรื่องแล้วนั้น หนึ่งในความโดดเด่นของงานเขียนชิ้นนี้คือภาษา ภาษาเป็นเสมือนเรือที่นำเราลงไปสำรวจมหาสมุทรแห่งชีวิตตัวละครที่ซ้อนทับกับชีวิตของเธอ อารยาบอกว่าบางส่วนของกลอนวรรณคดีที่เธอเขียนลงไปนั้น สำหรับเธอแล้วเป็นเสมือนทางออกของชีวิตที่เล่าผ่านงานวรรณกรรม และภาษาคือแรงบันดาลใจสำคัญในการทำงานครั้งนี้

“แรงบันดาลใจอย่างเดียวของการเขียนเรื่องนี้คือ ถ้ามีการล้มหายตายจากของนิตยสารของหนังสือ แล้วภาษาไม่ถูกชื่นชมอย่างละเอียดลอออย่างละเมียดละไม ดิฉันขอสวนทาง ขอใช้ภาษาอย่างที่ไม่ต้องทำให้สมัยใหม่ หรือเปรี้ยว เป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้น เป็นแรงบันดาลใจอย่างเดียวของการทำงานวรรณกรรมครั้งนี้

ดิฉันแทรกบทกลอนเก่าๆหรือบทท่องของพื้นบ้านลงไปในงานด้วย บทกลอนเหล่านี้ทำให้เรารู้ว่าความทุกข์โศกของชีวิตมันถูกบรรเทาและมีทางออกในวรรรกรรม ซึ่งไม่ได้ตั้งพล็อตเอาไว้เลย ซึ่งพอเจอแล้รู้สึกว่าอิ่ม มันมีความปีตี โอ้โห ความเป็นวรรณกรรมช่วยชดเชยชีวิตในฝั่งที่มีปมของมนุษย์ได้” อารยาเอ่ย

นิยายเรื่องนี้อาจหายากสักหน่อย เพราะก่อนหน้านี้พิมพ์เพียง 400 เล่ม แต่ล่าสุดสนพ.มติชนได้พิมพ์ซ้ำแล้วในฉบับปกอ่อน ที่น่าจะหาซื้อได้ช่วงเดือนตุลาคม

เราไม่รู้ว่าชื่อที่ซีไรต์จะประกาศจะเป็นชื่อของเธอหรือไม่

แต่นี่คือนวนิยายเรื่องหนึ่ง ที่ไม่อยากให้พลาดเลย

………………….

ดอกฝน  

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ดวงฤทธิ์’ โพสต์แจงแบบเทอร์มินัล2 สุวรรณภูมิ ‘ขอให้จบวันนี้’ ลั่นใครกล่าวหาทางวิชาชีพไม่ละเว้น
บทความถัดไปฮือฮา! ชาวบ้านต.หนองนางนวลพบต้นมะพร้าวน้ำหอมแตกยอดคล้ายเศียรพญานาค 3 เศียร แห่ส่องเลข