“เดิมผมเล่นดนตรี” สุพจน์ บูรณะประภพ เจ้าของแบรนด์ AJM Ann Jumpsuit Maker ย้อนอดีตเล่าถึงที่มาก่อนจะเป็นช่างตัดชุดแบบเอลวิส เพรสลีย์ คนดัง ที่แม้คนทั่วไปอาจไม่รู้จัก หากนักร้องผู้สวมบทบาทเป็นเอลวิสทั้งหลายในเกือบ 40 ประเทศล้วนคุ้นเคยจากการเป็นลูกค้าของเขา
“ตอนนั้นผมเล่นในสไตล์เอลวิส แต่หาคนทำชุดเพื่อที่จะให้นักดนตรีในวงใส่ไม่ได้”
ตระเวนไปทั่วจังหวัดภูเก็ต เมื่อ 18 ปีก่อน หากก็เจอแต่คำปฏิเสธ สุดท้ายเพื่อนจึงเสนอให้เขาเป็นผู้ลงมือ ลองทำ
“เพื่อนบอกนายน่าจะทำได้นะ นายมีหัวทางศิลปะ” ฟังแล้วคนเรียนจบการพิมพ์จากเทคนิคกรุงเทพ ถนัดเรื่องงานอาร์ตเวิร์ก แต่ไม่รู้อะไรเลยเรื่องการตัดเย็บก็ตัดสินใจลอง
“ทำตัวแรกก็รู้สึกว่าเออ มีความสุข”
หลังจากนั้น ตัวที่ 2 และ 3 ก็ตามมา
เออ, ยังสุขอยู่แฮะ-เขาว่าพลางยิ้ม
จากนั้นจึงเริ่มศึกษาเกี่ยวกับชุดที่ราชาร็อกแอนด์โรลผู้นี้สวมใส่ แล้วก็พบว่าเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่ง
“มันเป็นซิกเนเจอร์อย่างหนึ่งที่ตัวแทนเอลวิสจะต้องมี”
ว่าแล้วก็ตัดสินใจจะทำเป็นงานอดิเรก เริ่มกระจายข่าวในหมู่เพื่อนฝูง “สายเอลวิส” ว่าใครจะทำชุดให้ติดต่อเขา
ทำแบบสนุกๆ ไปเรื่อยๆ กระทั่งถึงวันที่คิดว่าพร้อมจึงตัดสินใจจะเอาจริง
“คิดว่าด้านข้อมูลเราพร้อมแล้ว ศึกษาเรื่องข้อมูล เรื่องประวัติชุด ดีเทลของชุด อะไรต่ออะไร เลยคุยกับแฟนว่าจะออกจากดนตรีนะ แล้วตัวเองก็ต้องออกจากงานด้วย”
“คนรอบข้างนี่ค้านหมดเลย” เขาเผยปฏิกิริยาคนใกล้ๆ ให้ฟัง จากนั้นก็หัวเราะ
รอบข้างที่ว่านั่นคือรวมแฟนเขา คือ ธนัชพร เครือสนิท เข้าไปด้วย
“เขาบอกเฮ้ย! ทุบหม้อข้าวตัวเองทำไม ทำชุดเอลวิส ใครจะซื้อ จะไปขายใคร แต่เรามั่นใจ ในเอเชียนี่ไม่มีใครทำเลย แล้วในโลกนี่มีอยู่ประมาณ 10 เจ้าเองนะ”
แถมยังมั่นใจด้วยว่า เทียบรายละเอียดแบบทุกเม็ดแล้ว ชุดที่เขาทำคุณภาพไม่แพ้ใคร
เพราะในขั้นตอนการทำของเขา “เราเริ่มจากเปิดวิดีโอ กดหยุดภาพแล้วสเกตช์เอา”
กดๆ หยุดๆ แล้วสเกตช์ในทุกมุม ไม่ว่าจะด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง
จากนั้นพอได้แบบสมบูรณ์ก็ตัดให้ตัวเองบ้าง คนนั้นคนนี้บ้าง โดยช่วงแรกๆ นั้นตัดเพื่อทิ้ง เพราะไม่ดีพอไปเป็นกระสอบ หมดผ้าไปเป็นม้วนๆ หรือถ้าให้นับตัวก็ประมาณ 50-60 ตัวได้

“ถือว่าซื้อความรู้ให้ตัวเรา”
กระทั่งถึงวันที่มั่นใจ วันที่เทียบกับผลงานช่างต่างชาติแล้วเชื่อ 100% ว่า “เรากินเขาแน่”
“คือหนึ่ง เราทำด้วยใจ แล้วคนไทยจะเก่งเรื่องดีเทล รายละเอียด”
“เราปักธงไว้ว่าเอลวิสทุกคนต้องมาซื้อของเรา”
“ฟังแล้วทุกคนฮากลิ้ง ขำกันหมด ไอ้นี่มันบ้า”
หากเขายังยืนยันด้วยความตั้งใจว่าต้องทำให้ดี ให้เจ๋ง เพราะไม่อย่างนั้นคงตายทั้งบ้าน-เขาบอก
ช่วงแรกๆ ที่เริ่มทำ สุพจน์บอกว่างานน้อย เงินจึงไม่ค่อยเข้า กระทั่งเปิดร้านเข้าปีที่ 4 โชคดีก็เริ่มมา
“ตอนนั้นนักดนตรีในกรุงเทพฯเขาเห็นแหละว่าเราทำชุด แต่ในฝรั่งออสเตรเลีย แคนาดา ยุโรป เขาไม่เห็น”
จนวันหนึ่งมีคนร้องเพลงเอลวิส ชาวแคนาดา ที่กำลังจะหาชุดเพื่อไปร้องในงานมิวสิกเฟสติวัลที่แคนาดา เสิร์ชเจอเพจ AJM Ann Jumpsuit Maker ของเขาเข้า สุพจน์เลยมีโอกาสโชว์ฝีมือให้นานาชาติได้ประจักษ์
“ในงานนั้นเอลวิสทั่วโลกจะมารวมกันและพอเห็นชุด Spanish flower อันเป็นงานหมุดล้วน งานพลอย งานตัวท็อปที่ผมตั้งใจทำ คนก็เริ่มรู้จัก เริ่มมีออเดอร์เข้ามา”
หากก็ยังไม่เยอะ เพราะแม้ลูกค้าชาวสวีเดนคนหนึ่งจะชอบมาก แต่ช่วงแรกๆ นั้นการสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ต ส่งเงินข้ามประเทศแบบไม่เจอกันอย่างตัวเป็นๆ คงไม่ค่อยมีความมั่นใจ
เล่าด้วยว่า ในช่วงแรกที่ทำ แม้เขาเองจะคิดค่าแรงต่ำมาก คือกับชุดที่ใช้เวลาทำราวๆ 4 เดือน ด้วยต้นทุนกว่า 3 หมื่นบาท หากเขาก็เรียกเก็บจากลูกค้าในราคาเพียง 4 หมื่นบาท ด้วยสิ่งเดียวที่หวังในตอนนั้นคือทำยังไงก็ได้ให้มีคนซื้อไปใส่ เพื่อจะได้เพิ่มจำนวนคนที่เห็นชุด แล้วรู้จักเขามากขึ้น
ขณะเดียวกันก็ตัดสินใจว่าจะต้องมี “ชุดโชว์”
“ต้องมีโปรดักต์หนึ่งที่เป็นชิ้นโบแดง เป็นใบประกาศนียบัตรเลยว่าชุดอื่นไม่ต้องพูดแล้ว นี่คือชุดยากสุด”
และเพื่อชุดๆ นั้น เขาจึงต้องไปกู้ยืมเงินเพื่อลงทุนซื้อเครื่องจักรสำหรับปัก
ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง
“ชุดนั้นออกมาเพอร์เฟกต์ที่สุด” เขาว่า
เพอร์เฟกต์ในระดับที่พอเสร็จปุ๊บ ออกโชว์ปั๊บ ลูกค้าชาวอเมริกันที่มาเห็นปุ๊บก็ขอซื้อทันที
หลังจากนั้นก็ “ติดตลาดเลย ลูกค้าทุกคนมาที่นี่หมดเลย”
เหตุผลที่ปังอย่างนั้น ที่เขาทราบคือนอกจากคุณภาพงานจะดีกว่า ราคาก็ยังถูกกว่า เพราะอย่างในอเมริกา ชุดหนึ่งจะเริ่มต้นที่หนึ่งแสนบาท เทียบกันแล้วนั่นเป็นราคาชุดที่แพงที่สุดของเขาก็ว่าได้

“อีกอย่างที่อื่นเขาผลิตกันแบบใช้เครื่องจักรหมด ผลิตเยอะๆ แล้วสต๊อกไว้ เหมือนมาซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ของเรานี่เมด ทู ออเดอร์”
แต่ละชุดจึงจะพอดีรูปร่างของคนที่ใส่
สุพจน์ให้รายละเอียดด้วยว่า ชุดแบบเอลวิสนั้น แต่ละเจ้าที่ทำจะมีลวดลายที่แตกต่างกันไป-ซึ่งไม่เหมือนของเอลวิสตัวจริง
“เราจะไม่แตะต้องต้นฉบับเลย จะเก็บไว้เป็นหนึ่งเดียวในพิพิธภัณฑ์ แต่จะเลียนแบบให้ใกล้เคียงที่สุด ของใครเจ๋งสุด จะดูที่เลียนแบบได้ใกล้เคียงที่สุด ซึ่งอาร์ตเวิร์กของคนอื่นเขา เทียบกับเราแล้ว เราใกล้เคียง” นี่เขาเล่าด้วยความปลื้มปริ่ม
“ตอนนี้ในทุกกลุ่มของเอลวิส เวิลด์ จะแชร์งานของผมหมด ก็จะมีลูกค้าจากเกือบ 40 ประเทศเลย”

เขายังบอกอีกว่า “4 ปีที่แล้วเป็นปีที่เราสองคนภูมิใจที่สุด เพราะทางเกรซแลนด์ ซึ่งเป็นบ้านของเอลวิสจัดงานใหญ่ เอลวิสอดีตแชมป์ปีไหนต่อปีไหนมารวมกันหมด แล้วเขาติดต่อให้เราทำชุดให้กับนักดนตรีวงใหญ่ที่จะเล่นที่โน่น ชุดของนักร้องที่ร้องเอลวิสที่จะไปโชว์เราก็ทำเกือบทั้งหมด”
“เรากอดกันเลย ว่าเรามาถึงจุดที่ฝันแล้ว”
“แล้วหลังจากนั้นทางนอร์เวย์ที่ติดต่อให้ เจมส์ เบอร์ตัน ซึ่งเป็นมือกีตาร์ตัวจริงของเอลวิสกับทีมไปแสดงก็ติดต่อมา อยากให้ผมทำชุดให้เจมส์ เบอร์ตัน วันนั้นสุดยอดเลย ถือเป็นข่าวดีของชีวิต”
เขายังวิเคราะห์ถึงเหตุที่ช่างตัดชุดแบบเอลวิสมีอยู่น้อยมากในโลกนี้ ว่าเหตุผลหลักๆ น่าจะเป็นเพราะนี่เป็นงานยาก
“ดีเทลเยอะมาก แล้วคนที่เป็นนักร้องระดับท็อปๆ ทุกคนใฝ่ฝันที่จะเหมือนเอลวิสทุกอย่าง แม้แต่ขากางเกงก็ต้องบานเท่า ปกเสื้อใส่แล้วจะต้องหล่อ งานปักก็ต้องเหมือนมาก”

ขณะเดียวกันสำหรับคนที่คิดจะขึ้นประกวด ชุดที่ใส่ก็มีผลต่อคะแนนด้วยเช่นกัน
“ถ้าชุดไม่เจ๋ง แสดงว่าลงทุนน้อย หรือไม่คีพอิมเมจที่แท้จริง ตรงนี้ก็สำคัญ”
“ตอนนี้ลูกค้าเลยมาทางนี้หมด”
ดูคิวจองที่ยาวหลายสิบคิว สั่งตอนนี้ไปรับเสื้ออีกทีตอนเมษายนปีหน้า แล้วเขาก็ว่าแฮปปี้สุดสุด
หากกระนั้นเขาก็ยังฝากบอกว่า แม้จะมีลูกค้าชาวต่างชาติมากแค่ไหน แต่ก็ยินดีต้อนรับคนรักเอลวิสชาวไทย
“ท่านที่สนใจอยากจะมีชุดเอลวิสสักชุดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อสูท หรืออะไรเพื่อจะให้เป็นคอลเล็กชั่นในมุมโปรด ถ้าเป็นหนึ่งในคนที่รักเอลวิส ราคาคนไทยผมจัดให้ได้อยู่แล้ว เต็มที่ สบายๆ”
“ขอให้บอกผมว่าคุณรักเอลวิส ความฝันของคุณเป็นจริงแน่นอน”


