บิ๊กอีเวนต์หนังสือปลายปีหวนกลับมาอีกแล้ว สำหรับงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 2 ที่ปีนี้จัดในแนวคิด ‘อ่านออกเสียง’ และมีเรื่องพิเศษสุดๆเพราะเป็นการกลับมาอีกครั้งของเทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชนครั้งที่ 12 ซึ่งห่างหายไปหลายปี
ท่ามกลางกิจกรรมน่าสนใจต่างๆ ที่ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯนำมาเปิดเผยให้ได้ฟังกันในวันแถลงข่าว มีหนึ่งในไฮไลท์เด็ดที่น่าสนใจมากคือนิทรรศการหนังสือสาบสูญ 3018 ซึ่งจะเป็นนิทรรศการหนังสือที่ไม่มีหนังสือมาแสดงเลย แต่กลับจะพาให้เรารู้จักหนังสือยิ่งกว่าที่เคยรู้จัก ตั้งแต่อดีตจนถึงอนาคตอีกพันปีข้างหน้า และเชื่อไหมว่าเป็นคนอ่านอย่างเราๆท่านๆนี่ล่ะ ที่เป็นส่วนสำคัญที่ตัดสินให้หนังสืออยู่หรือไปในบรรณพิภพ
กิตติพล สรัคคานนท์ นักเขียนและบรรณาธิการชื่อดัง ซึ่งเป็นผู้จัดทำนิทรรศการไฮไลท์ ‘หนังสือสาบสูญ 3018’ เล่าให้ฟังถึงที่มาของนิทรรศการนี้ว่า เริ่มมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ‘หนังสือ 99.5% สูญสลายหายไปตามกาลเวลา และมีเพียงส่วนที่เหลือไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำที่จะสามารถคงอยู่ต่อไป’ เพราะหนังสือที่เป็นแกนหลักของโลกวรรณกรรมซึ่งได้ชื่อว่าเป็นงานคลาสสิคหรือถูกพิมพ์ซ้ำหลายครั้งนั้นคิดเป็นเพียง 0.5 เปอร์เซ็นต์ของหนังสือที่มีทั้งหมด ในขณะที่หนังสือซึ่งสาบสูญไปตามกาลเวลามีมากถึง 99.5 เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลนี้อาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงแกนหลักของวรรณกรรมหรือทำให้เกิดการรื้อฟื้นหนังสืออื่นๆขึ้นมาพิมพ์ซ้ำ ทว่าผู้ชมนิทรรศการจะได้เข้าใจถึงบทบาทอันสำคัญของผู้อ่าน ที่มีผลต่อการอยู่รอดข้ามผ่านการเวลาของหนังสือ รวมถึงหน้าที่การเป็นผู้คัดสรรแกนหลักของวรรณกรรมเอกของโลก โดยที่ตัวเองอาจไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย

“กลุ่มเป้าหมายของเราจะเป็นวัยรุ่นและเด็ก เพราะฉะนั้นหนังสือสาบสูญก็จะเป็นนิทรรศการที่พยายามเอาเนื้อหาที่มีสาระมาเล่าให้สนุกขึ้นจากปีก่อนๆที่ผ่านมา โดยปกตินิทรรศการจะเล่าในข้อเท็จจริง แต่หนังสือสาบสูญ 3018 จะเล่าถึงอนาคตที่หนังสือจะไม่มีอยู่อีกแล้ว แนวคิดหลักจึงคือว่าทำไมหนังสือถึงหายไป เป็นการให้เด็กหรือคนที่เข้ามาชมนิทรรศการได้เข้าสู่ข้อมูลที่เก็บหนังสือในช่วงเวลาที่หนังสือนั้นไม่มีอีกแล้ว นิทรรศการนี้จะได้สองบรรยากาศของเวลา คือจุดเริ่มต้นจากอนาคต และจุดเริ่มต้นจากอดีต แต่ระหว่างทางคือเราสามารถถ่ายรูปกับนักเขียนดังๆที่ล่วงลับไปแล้วได้ด้วยจากตู้โฟโต้สติกเกอร์
ตัวแนวคิดจริงๆที่ผมอยากจะเน้นย้ำคือ ‘ทำไมเราถึงสาบสูญ’ เราเปิดเผยข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์บางอย่างที่ไม่ค่อยมีใครทราบเท่าไหร่ หนังสือที่เราอ่านกันอยู่หรือรับรู้ว่ามีอยู่ เป็นแค่ไม่ถึง 1 % แต่ 99.5 %สาบสูญจริงๆ หายไปจากการรับรู้ ซึ่งตัวกำหนดที่ทำให้หนังสือพวกนี้ที่อยู่กับเราได้คือผู้อ่าน เพราะฉะนั้นนิทรรศการนี้ก็จะมีความพยายามที่จะให้เห็นบทบาทของผู้อ่าน อย่างยุคของเชอร์ล็อค โฮล์มส์ จริงๆแล้วมันมีงานมากกว่าเชอร์ล็อค โฮล์มส์ มหาศาล แต่เรารู้จักแค่เชอร์ล็อค โฮล์มส์ เราเลยเอาข้อเท็จจริงตรงนี้มาให้ดูว่าแล้วเชอร์ล็อค โฮล์มส์ อยู่รอดมาได้ยังไง มีอะไรที่ทำให้รอดมาได้ เพราะฉะนั้นตัวนิทรรศการก็จะสอดแทรกตัวทฤษฎีความคิดที่อธิบายปรากฏการณ์เกี่ยวกับสิ่งพิมพ์และหนังสือ ผู้อ่านเป็นตัวกำหนดสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นงานชิ้นสำคัญเสมอในประวัติศาสตร์” กิตติพลเล่าให้ฟังด้วยรอยยิ้ม
เดินเข้าไปปุ๊บ ก็จะเจอภาพจำลองของห้องเก็บข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือ ในโลกอนาคตที่หนังสือแบบ ‘เป็นเล่ม’ อาจไม่มีอยู่แล้วบนโลกใบนี้ สิ่งที่คงเหลือไว้คือประวัติศาสตร์ และปูมบันทึกเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกหนังสือและการอ่านที่เปลี่ยนแปลงตลอดมา เพื่อเป็นการเน้นย้ำว่าผู้อ่านมีส่วนตัดสินชี้ขาดความเป็นไปของหนังสือหรืองานเขียนต่างๆอย่างไร ผ่านพื้นที่ภายในนิทรรศการที่ถอดแบบมาจากห้องควบคุม แสดงข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การอ่าน สถิติตัวเลขรวมถึงงานศึกษาอันเป็นที่มาของหนังสือสาปสูญทั้งหลาย แบบจำลองของการสร้างหนังสือ รวมถึงการดึงเอาเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีตกลับมาฉายใหม่ โดยนิทรรศการประกอบไปด้วย 5 ส่วนหลักๆคือ ประวัติศาสตร์ของผู้อ่าน, กระบวนการสาปสูญของหนังสือ/ทฤษฎี The Great Unread, แบบจำลองการผลิตหนังสือ, ตามหาวรรณกรรมที่สาปสูญ และเครื่องจักรย้อนเวลา ซึ่งก็ไม่ได้ไปยืนอ่านกันเฉยๆ แต่จะมีกิจกรรมต่างๆ ให้ได้ร่วมสนุกกันด้วย

อย่าง ‘แบบจำลองการผลิตหนังสือ’ ที่เสนอในลักษณะของ interactive exhibition ซึ่งทำให้ผู้ชมหรือผู้อ่านได้มีส่วนร่วมในการเขียนหนังสือของโลกอนาคตด้วย และเขียนร่วมกับคนอื่นๆ โดยเริ่มจากการกำหนดประโยคต้นเรื่องให้กับเรื่องเล่าสองแนวทาง คือแนวสยองขวัญ และแนวโรแมนติค ด้วยประโยคเดียวกัน ส่วนประโยคต่อๆไปให้ ผู้ชมก็จะช่วยกันเขียนและนำพาเรื่องราวไปตามทิศทางที่ตัวเองต้องการผ่านแนวนำเรื่องที่กำหนดไว้ ด้วยการนำเสนอผ่านสื่อกลางอย่าง web interface และคอมพิวเตอร์ พอจบงานหนังสือเราก็จะเข้าไปอ่านหนังสือฉบับเต็มออนไลน์ได้ รวมถึงใส่ชื่อตัวเองเป็นผู้แต่งร่วมกับคนอื่นๆได้ … เป็นผลงานของเราไปเลย
ในงานมหกรรมหนังสือไม่ได้มีไฮไลท์หลักแค่นี้เท่านั้นนะ เพราะปีนี้มีเทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชนมาร่วมด้วย อย่าง ‘WONDER LAND ดินแดนค้นพบตัวตน’ ที่จะทำให้เด็กๆได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบและสนใจ จากโซนกิจกรรม 10 ฐานที่ทั้งสนุกและสร้างการเรียนรู้แตกต่างกันไป ‘ท่องโลกมหัศจรรย์ของ HOSODA MAMORU… จากภาพฝันสู่แผ่นฟิล์ม’ นิทรรศการระดับโลกที่ผ่านการจัดแสดงทั้งในกรุงปารีส เซี่ยงไฮ้ โตเกียว และไทเป และส่งตรงมางานมหกรรมหนังสือที่ กรุงเทพฯ โดยนำภาพสเก็ตช์และสตอรี่บอร์ดจริงของ Hosoda Mamoru (โฮโซดะ มาโมรุ) ผู้กำกับภาพยนตร์อนิเมะชื่อดัง
นึกถึงภาพกิจกรรมสารพัด ภาพหนังสือกว่า 1,000,000 เล่มจาก 931 บูธ แล้วตื่นเต้น เตรียมสตางค์ไปล้มละลายเลย
งานจะมีตั้งแต่วันพุธที่ 17 – วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่เดิม ยังไม่ย้ายไปไหนนะ
…
ดอกฝน


