กรณีแจกปันนมแม่ ไม่ฟังหมอแล้วจะฟังใคร

10.10.18 | 08:23 น.
ภาพจากไอจีnumwanz

เรื่องน่าพิศวงกับคนจำนวนไม่น้อยขณะนี้ก็คือ การที่พัสวี  พยัคฆบุตร ภรรยาของพระเอก นาวิน  ตาร์ มีเจตนาดีมุ่งมั่นที่จะแจกจ่ายน้ำนมตัวเองแก่แม่ที่ไม่ค่อยมีน้ำนมให้ลูก ซึ่งขณะนี้มีเก็บไว้ถึง  5  ตู้เย็น   และมีผู้คนส่งข้อความเข้าสื่อสาธารณะ ชื่นชมเจตนากันอย่างมาก

แต่พร้อมกันนั้น ก็มีนายแพทย์ยง ภู่รวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ออกมาให้ความรู้และความเห็นกรณีนี้ผ่านเฟซบุ๊คของตัวว่า

อาจเป็นอันตรายต่อลูกคนอื่น เพราะน้ำนมแม่เป็นชีววัตถุ เช่นเดียวกับเลือด น้ำเหลือง ชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์   ที่แม้บริจาคก็ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะต้องมีการตรวจสอบละเอียดมากมาย ในต่างประเทศ หากทารกไปกินนมผู้อื่นไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ ทารกนั้นจะถูกดูแลเหมือนสัมผัสโรคทางไวรัสทั้งหลาย หรือโรคเอดส์ทีเดียว ถือเป็นเรื่องใหญ่เลย

ผู้สนใจความทั้งหมดของคุณหมอ   หาอ่านได้ไม่ยากเพราะแพร่หลายไปแล้ว

แต่ผู้บริจาคได้ส่งข้อความผ่านอินสตาแกรมของตัว พร้อมเผยภาพเด็กที่ได้รับบริจาคนมของตนซึ่งมีสุขภาพดี ตอบกลับมาว่า ขอบคุณคำแนะนำ ขอให้ดูว่าน้องที่โตมากับน้ำนมของตนน่ารักไหม สุขภาพแข็งแรงดีอย่างไร

Advertisement

ทั้งบอกว่าคนไทยมีความรู้ ตรวจโรคก่อนให้บริจาค และสำทับว่าสมัยนี้ไม่มีใครโง่โดยเฉพาะคนเป็นแม่ อย่าว่าคนไทยไม่มีความรู้  “เราแค่อยากทำบุญนะคะ ไม่มีใครเข้าใจแม่ดีกว่าแม่” และเตรียมตัวปั๊มนมต่อพร้อมกับขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งไปทุกทิศทุกทาง

จากนั้น คุณหมอยงยังส่งข้อความให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกมาก เกี่ยวกับชีววัตถุที่แพร่จากคนหนึ่งสู่อีกคน โดยเฉพาะสารคัดหลั่ง ที่ระหว่างปั๊มแม้เกิดบาดแผลเล็กนัอยเลือดซึมก็อาจเป็นปัญหา ยังเชื้อโรคต่างๆมีทั้งที่สามารถตรวจพบหรือยังตรวจไม่พบ เช่นวันนี้ตรวจไม่พบเข้าใจว่าสุขภาพดี แต่เชื้อโรคอาจโผล่มาวันหลังได้   หรือกว่าจะแสดงอาการก็ใช้เวลายาวนาน หรือการใช้น้ำเหลืองทำเซรุ่มป้องกันโรค ที่ต่อมาเกิดฟ้องร้องกันใหญ่โต ซึ่งคุณหมอยกตัวอย่างมาให้เห็นชัดเจน หาอ่านได้ไม่ยากอีกเช่นกัน

นอกเหนือกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด   ที่ต้องใช้เงินไม่น้อย

หลังจากนั้น ก็มีคุณหมอวรวุฒิ  เชยประเสริฐ เจ้าของห้องเลี้ยงลูกตามใจหมอ ออกมาส่งข้อความห่วงใยอีกคน โดยแจกแจงกระบวนการคัดกรอง ไม่ว่าเลือดหรือน้ำนมอย่างละเอียด โดยสรุปว่า “การแบ่งปันน้ำนมมีความเสี่ยงสูง หากไม่ผ่านระบบธนาคารนมแม่ คุณแม่ทั้งหลายอย่าเสี่ยงเลย”

พร้อมให้เหตุผลชัดเจนที่ทำไมทั่วโลกไม่ทำกัน

กับคำถามจากตรรกะง่ายๆอีกไม่กี่ข้อ ให้ทั้งคนอ่านทั้งแม่ๆตอบ หรือให้คิดกันได้ทันที ว่าควรจะเสี่ยงหรือกล้าเสี่ยงกันจริงๆหรือ

สุดท้ายยังถามว่าปรึกษาหมอคนไหน จึงได้เชื่อกับสิ่งที่ตัวทำขนาดนี้ เพราะหากเป็นคำแนะนำจากหมอว่าทำได้ ก็จะเป็นคำแนะนำที่สวนทางกับหมอโรคติดเชื้อ องค์กรสาธารณสุข และคนทำงานด้านนมแม่ทั่วโลกเลยทีเดียว

ทั้งยังบอกว่า ในไทยตอนนี้ ธนาคารนมแม่ที่ได้มาตรฐาน มีแค่ศิริราชกับรามาธิบดีเท่านั้น โรงเรียนแพทย์อื่นๆน่าจะกำลังสร้างหรือพัฒนาระบบอยู่ ส่วนโรงพยาบาลเอกชนไม่มี

ข้อความของคุณหมอวรวุฒิก็หาอ่านรายละเอียดได้ไม่ยากเช่นกัน  ส่งชื่อคุณหมอเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์หรือมือถือ ก็จะได้ความรู้กระจ่างชัดเจนขึ้นมาเลย

จะได้รู้ว่า นมแม่ดีที่สุดเมื่อเป็นแม่ลูกแท้ๆเท่านั้น

การให้ลูกกินนมคนอื่น ก็คือการถอยหลังกลับไปอีกร้อยถึงสองร้อยปี ก่อนโลกรู้จักฆ่าเชื้อด้วยวิธีพาสเจอร์ไรซ์ หรือก่อนรู้จักนมผงที่ผลิตขึ้นครั้งแรกในทศวรรษ  1930 (2473)   ที่ทำให้โลกไม่มีอาชีพแม่นมอีกต่อไป

จากกรณีนี้เอง ที่ทำให้พิศวงดังกล่าวข้างต้นว่า คนไทยมีความรู้ ไม่มีใครโง่นั้น รู้อะไร รู้ครบถ้วนกระบวนความขนาดไหน และความรู้ที่ว่านั้น จริงๆแล้ว เป็นความเชื่อ “แค่อยากทำบุญ” หรือเปล่า

ไม่อย่างนั้น ที่คุณหมอทั้งสองร่ำเรียนมา ฝึกฝนความรู้ทางการแพทย์ยาวนานมา ตัวอย่างทั้งหลายที่เกิดขึ้นจริงจากกระบวนการเรียนรู้ในสากลที่อธิบายมา ต้องเป็นเรื่องสูญเปล่าในสังคมนี้

 อยากเชื่อว่าสมัยนี้ไม่มีใครโง่จริงๆ.