“ถ้าถามถึงความโรแมนติค ไม่ค่อยนะ เป็นเรื่องของการช่วยเหลือในการรับผิดชอบชีวิตกัน ให้เกียรติกัน ไม่มีใครแบกใคร”
และถ้าจะให้จำกัดความสั้นๆ มิน พีชญา วัฒนามนตรี ก็ว่า รักของเธอกับ โอ๊ต พิทักษ์ สภาธรรม เป็นรักแบบ ‘เฮลท์ตี้’
“เป็นอะไรที่สุขภาพดีมาก” นางเอกคนสวย วัย 29 เล่าด้วยดวงตาเป็นประกาย
“มินเองเริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่าถึงจะเป็นผู้หญิง แต่เราต้องพึ่งพาตัวเองได้ พ่อแม่มินเคยสอนว่าเรามีบรรพบุรุษที่ผู้ชายเสียชีวิตทั้ง 2 ฝั่ง ทำให้อามาของเราทั้ง 2 ฝั่งกลายเป็นบุคคลล้มละลาย เลยเป็นเรื่องราวของครอบครัวเราที่ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ต้องเก่ง ดูแลครอบครัวได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตเราจะแข็งแรงพอ”
“มันเลยทำให้ความรักของเราสุขภาพดี ไม่ใช่ว่าเธอต้องมาเลี้ยงฉัน หรือฉันต้องมาเลี้ยงเธอ แต่เราต้องเอาตัวเองให้รอดเพื่อที่จะได้ไม่ไปขัดขากันในงานของคนใดคนหนึ่ง เขาอยากทำอะไรเราก็ทำให้ เราซัพพอร์ท ไม่คิดเงิน จริงๆเราหุ้นได้ แต่เราก็ไม่หุ้น เพราะมันเท่กว่าถ้าฉันทำของฉันเอง ด้วยใจของฉัน ในทางกลับกันธุรกิจของเราเขาก็เข้ามาช่วยซัพพอร์ท”

การที่เธออยู่ในโลกบันเทิงที่เขาไม่เคยรู้จัก ส่วนเขาอยู่ในโลกธุรกิจอันแตกต่าง มินว่าแรกๆต่างก็ต้องเรียนรู้กันและกัน
“แต่พอเราสื่อสารชัด ตรงไปตรงมา ก็ไม่มีอะไร เหมือนวันนี้ทั้งวันต่างคนต่างทำงานไป เราทำงานอย่างเต็มที่ เขาก็ทำงานได้เต็มที่ มินว่ามันแฟนซี เป็นภาพในจินตนาการที่ทุกคู่อยากจะเป็น คือการที่จะต้องใช้ชีวิตกันได้ปกติ ถ้าการมีใครสักคนแล้วทำให้ชีวิตเราไม่ปกติ มันก็เริ่มที่จะไม่ปกติแล้ว ฉะนั้นเราต้องเป็นตัวของตัวเอง แล้วต้องปล่อยให้เขาเป็นตัวเขา แล้วดูสิว่าโอเคไหม ไปกันรอดไหม รับไม่ได้ก็จะได้รู้กันไปเลย ว่ารับไม่ได้นะ”
“ไม่ต้องมาสวยใส่กัน”

ครั้นเมื่อเปลี่ยนเรื่องจากความรัก มาถามว่าคนที่สวย เก่ง ฐานะดีและมีชื่อเสียงอย่างเธอ ว่าเคยพบผิดหวังในเรื่องต่างๆนานาบ้างไหม มินหัวเราะนำ ก่อนบอกขอใช้คำ “ต้องขอบคุณทุกความผิดหวังจะดีกว่า”
“เพราะชีวิตมินผิดหวังมาจนไม่รู้สึกว่ามันจะผิดหวังแล้ว”
“มินเรียนรู้ว่าความผิดหวังเกิดขึ้นจากที่เราคาดหวัง”
ดังนั้น “ถ้าใครมาถามมินตอนนี้เรื่องของอนาคต จะไม่มีคำตอบให้ เพราะมินรู้สึกว่าเวลาที่เราออกแบบอนาคตมันน่ากลัว มันไม่ดีกับเราและคนที่เรารัก”
เพราะหากออกแบบไป แต่ถึงเวลาแล้วไม่กลายเป็นความจริง เธอก็คงไม่มีความสุข และ “ถ้าเราไม่มีความสุข เราก็ส่งพลังที่ไม่ดีให้กับคนรอบตัว”
“มินอยากจะเป็นคนที่ใครเห็นแล้วก็มีความสุข แค่มีความสุข มินว่ามันทรงพลังมาก”
การโฟกัสอยู่กับปัจจุบัน และทำวันนี้ให้ดีที่สุด จึงเป็นสิ่งที่เธอเลือก มากกว่าจะคาดหวังไปถึงอนาคตซึ่งยังมาไม่ถึง

