หลังจากที่ จั๊ด ธีมะ กาญจนไพริน ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ได้ประกาศประกาศยุติการจัดรายการ ฟ้าทะลายโจร ทางช่องบลูสกาย รวมไปถึง รายการข่าวเช้าตรู่ และ ข่าวเช้าช่องวัน ทางช่องวัน ไปแล้วนั้น ล่าสุด ‘มติชนออนไลน์’ ได้เจอหน้าจั๊ด ในงาน เปิดตัวแพลตฟอร์ม U Lease ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น ก็ได้สอบถามถึงเส้นทางการทำงานข่าว ที่งานนี้เจ้าตัวก็ได้แจงว่า ไม่ได้หายหน้าไปสักทีเดียว เพราะว่าตนก็ยังมีรายการข่าวเย็นช่องวัน กับข่าววันศุกร์ ทางช่องวันอยู่
และหากใครจะมองว่า การแสดงความคิดเห็นเรื่องเพลง ‘ประเทศกูมี’ นั้นเป็นส่วนที่ทำให้ต้องยุติบทบาทในรายการข่าวบางรายการนั้นหรือไม่ จั๊ดก็ยอมรับว่ามีความเกี่ยวข้องบ้าง
“อยากจะชี้แจงแบบนี้ว่า จริงๆแล้วเนี่ยมันเกิดจาก หลายอย่างประกอบกัน ถามว่าประเทศกูมีนี้มันเกี่ยวข้องไหม ก็มีความเกี่ยวข้องบ้างล่ะ แต่ว่าไม่ได้หมายความว่าเพลงประเทศกูมีมา ทำให้เราต้องออก แตก เลิกทุกอย่าง ไม่ใช่”
“คือการอยากจะหายไปจากหน้าจอ เกี่ยวกับเรื่องของการเมืองก็มีมานานพอสมควรแล้ว”
“แล้วก็เคยคุยกับผู้ใหญ่ไว้ ผู้ใหญ่ทางฝั่งทีวีดิจิตอลก็ไม่ได้แฮปปี้หรอก กับการที่เราอยู่ทางสื่อการเมืองนะครับ เพราะว่าตอนนี้มันกำลังจะเลือกตั้งแล้ว พอมันจะเลือกตั้งปั๊บ แล้วเรานำเสนอข่าวเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ธันวาคมเป็นต้นไป จั๊ดเชื่อว่าประมาณมิถุนายนปีหน้า น่าจะฟอร์มรัฐบาลได้”
“การทำข่าวเลือกตั้งของทีวีดิจิตอลจะเข้มข้นขึ้น ดังนั้นถ้าเราอยู่กับสถานีที่ชัดเจน ว่าอยู่ตรงไหน ฝักใฝ่ฝ่ายใด สนับสนุนตรงไหน บางทีความน่าเชื่อถือของการรายงานข่าวบนทีวีดิจิตอลก็จะลดลง”
แต่กระนั้นก็ยอมรับว่าข่าวประเทศกูมีก็เป็นอะไรหนักพอควรและเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้ทุกๆ สิ่งตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น
“แล้วบวกกับพอมีการเปลี่ยนแปลงทีนึง จั๊ดก็เลยรู้สึกว่า เราอยากจะปรับเวลาการทํางานของเราใหม่”
“ก็รู้สึกว่าถ้าเราหาตังค์ไปแล้วเอามารักษาตัวเอง แล้วด้วยความที่สุขภาพแย่ เราไม่น่าจะได้ละ เราอยากจะปรับเปลี่ยนเวลา โดยเฉพาะเวลาเช้าเราไม่ไหว ก็เลยนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดตอนนี้” จั๊ด ธีมะว่า
ส่วนกระแสคำวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ชมรายการว่า เวลาเล่าข่าวแล้วใส่ความเห็นตัวเองมากเกินไป ซึ่งจั๊ดก็ว่า
“มันเป็นความตั้งใจ”
“เราเชื่อว่ามันเป็นสไตล์ของเราเอง หลังๆ มาเวลาไปบรรยายให้กับน้องๆ ที่เรียนนิเทศศาสตร์ฟัง เราก็ยอมรับนะว่าสิ่งที่พี่จั๊ดทำอยู่มันอาจจะไม่ได้ตรงกับจรรยาบรรณของสื่อมวลชน จรรยาบรรณของผู้ประกาศข่าวที่เรียนกันมาตามตำรา”
“เราเป็นทางเลือกหนึ่งดีกว่า ถ้าคุณชอบคุณก็ดู ถ้าคุณอยากดูข่าวที่ไม่มีความเห็น คุณก็ต้องไปดูข่าวที่เป็นสถานีอื่น หรือรายการอื่นของช่องวันที่เขาไม่ได้ใส่ความคิดเห็นลงไป”
ทั้งนี้จั๊ดยังว่า การรายงานข่าวนั้นมี 2 ด้าน ซึ่งเป็นทั้ง ด้านของความรับผิดชอบต่อสังคม และ ด้านธุรกิจของการทำสื่อ
“ด้านธุรกิจของการทำสื่อจะสังเกตเห็นว่า รายการข่าวเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เราคนเดียวแน่นอน ที่ใส่ความคิดเห็นลงไป แล้วถามว่าเป็นวิกฤติไหมอันนี้แล้วแต่คนมอง”
“แต่เราว่าไม่ใช่วิกฤตมันคือทางเลือกทางหนึ่ง”
“ธุรกิจต้องอยู่ให้รอด การอยู่ให้รอด ไม่ได้หมายความว่าเราฝืนจรรยาบรรณ แต่เราคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่การรายงานข่าวก็สามารถทำได้”
อีกด้านหนึ่งคือความรับผิดชอบต่อสังคม ที่แม้ว่าจะใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไปแต่ความคิดส่วนตัวส่วนใหญ่ เป็นไปเพื่อการวิเคราะห์ให้ฟัง
“พอเป็นข่าวการเมืองปั๊บ ยากมากครับที่การวิเคราะห์จะไม่ได้เลือกข้าง เพราะสมมุติถ้าเราบอกว่าฝั่งไหนถูก เราก็จะถูกคุณผู้ชมบอกว่า ฝั่งนี้คือฝั่งที่เราชอบ เมื่อเราแสดงความคิดเห็นในข่าวการเมืองเราโดนด่าแน่นอน”
“แต่ถ้าเป็นข่าวประเภทอื่นๆ ข่าวสังคม เศรษฐกิจ ต่างประเทศ ที่ใส่ความคิดเห็นของเราลงไป เป็นความเห็นที่เราไปหามาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ และทำให้เราสามารถเข้าใจได้ว่า อ๋อมันเป็นแบบนี้ ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นมันก็มีทั้งข้อดีข้อเสียและครับ”

