นอกจากพระนเรศวร์ ไม่มีหนังประวัติศาสตร์ไทย

27.11.18 | 13:46 น.

การเรียนรู้มิได้มีอยู่แต่ในห้องเรียน ว่ากันเฉพาะประวัติศาสตร์กับการเมืองซึ่งแยกกันไม่ค่อยออก คนอยากรู้อดีตของโลกในสังคมไทยมักได้ประโยชน์จากหนังตะวันตกอย่างมาก จากการนำเสนอแง่มุมประวัติศาสตร์ด้วยการตีความใหม่ๆตลอดเวลา หากเป็นนักดูหนังมายาวนานถึงสามสี่ทศวรรษ แม้มิได้มีจุดประสงค์แต่แรก   แต่นักดูหนังบ้านเราอาจรู้เรื่องสมัยพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ของอังกฤษ และหัวเลี้ยวหัวต่อของการขึ้นครองราชย์ในพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 อย่างเข้าอกเข้าใจ จากบรรดาหนังเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวที่ถูกสร้างออกมาเป็นระยะตลอดทศวรรษเหล่านั้น   โดยไม่ต้องเข้าห้องเรียน   หรือเพียงหาหนังสืออ่านเพิ่มเติมสนองความอยากรู้

กระทั่งผู้ชอบหนังโคบาลตะวันตก ก็ยังอาจรู้เรื่องเสือพรานผู้บุกเบิกพื้นที่อินเดียน เหล่านักล่าค่าหัว หรือเสือปืนไวทั้งหลาย ซึ่งถูกนำชีวิตมาสร้างครั้งแล้วเล่า ตีแผ่แง่มุมแล้วแง่มุมเล่า ให้ผู้ชมได้เห็นภาพผู้คนกว้างขึ้นเรื่อยๆ จำชื่อ เดวี่ ครอคเกต , จิม โบวี่ , บิลลี่ เดอะ คิด , เจสสี เจมส์ , ไวล์ด บิล ฮิทช์คอค , ไวแอท  เอิร์พ , ดอค  ฮอลิเดย์ (ต้นแบบ-เซียวลี้ปวยตอ-มีดบินลี้น้อย) ฯลฯ ได้แม่นกว่าชื่อคนในประวัติศาสตร์ไท

และเพียงเป็นนักนิยมหนังจีน ประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อร่างประเทศสมัยจักรพรรดิจิ๋นซี พระนางบูเช็คเทียนสมัยถัง กุบไลข่านที่ตีกำแพงยักษ์มาตั้งราชวงศ์หยวน จูหยวนจางปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิง มาถึงเฉียนหลงฮ่องเต้และซูสีไทเฮาก่อนจะสิ้นระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สมัยราชวงศ์ชิง แทบจะรู้เรื่องประวัติศาสตร์จีนดีกว่าราชวงศ์ต่างๆสมัยอยุธยา

จนไม่กี่ปีมานี้เอง หนังชุดเกาหลีก็นำประวัติศาสตร์บ้านเมืองตนเองเผยแผ่เข้ามาถึงนักดูหนังชาวไทย ทันทีทันใดก็รู้จักสมัยโคกุเรียว สมัยโชซอนกันขึ้นมา นอกเหนือกษัตริย์อีกสารพัดพระนาม จากหนังที่สร้างอย่างไม่อดออมความกระหายใคร่รู้ ด้วยภาพของตัวละครที่มีเลือดเนื้อ มีอารมณ์โลภ โกรธ หลง ไม่เว้นตั้งแต่กษัตริย์   ข้าราชสำนัก ลงมาจนถึงสภาพดีด้อยของประชาชน ให้เห็นปัญหาและการคลี่คลายสภาพสังคมแต่ละยุคของเขาอย่างชัดเจน

รวบรัดถึงเมืองไทยใหญ่อุดม ดินดีสมเป็นนาสวนแห่งนี้

Advertisement

พ้นจาก พระนเรศวร์ หรือ พระเจ้าเสือ หรือ พันท้ายนรสิงห์ ของ ท่านมุ้ย ไปแล้ว ดูจะหาหนังประวัติศาสตร์ที่สนองสติปัญญาการรับรู้ของผู้คนได้ยากเย็น โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ยุคใกล้ ที่แม้ตัวละครจริงยังมีชีวิตให้หาข้อเท็จจริงของการเปลี่ยนแปลงนานาลักษณะที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งจะเปิดแง่มุมการเรียนรู้ถกเถียงได้อย่างมีรสชาติ  ก็ดูจะกลายเป็นเรื่องเพ้อฝัน

ทำได้ก็แต่หนังประวัติศาสตร์รักชาติอย่าง บางระจัน  หรือชวนกันตายหมู่ในจินตนาการอย่าง เลือดสุพรรณ ซึ่งคนไทยดูกันมากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว โดยปราศจากแง่มุมใดอื่น

ภาพยนตร์เรื่อง ‘บางระจัน’

………………………………..

ซิเนมา  โอเอซิส

ขุมปัญญากลางทะเลทรายเซนเซอร์

ผิดหวังมาจาก เชคสเปียร์ต้องตาย (Shakespeare Must die) หนังผีที่นำบทละครเลื่องโลก แมคเบธ มาดัดแปลง เพื่อจะดุ่มเดินเข้าไปสำรวจประเด็นความคิดทางการเมืองของผู้คน ไม่ต้องเสียเวลาทาย -หนังเรื่องนี้ฉายไม่ได้ในประเทศนี้

ผู้ผลิตและผู้อยู่เบื้องหลังงานย่อมอุทธรณ์ ซึ่งระหว่างนั้นได้บันทึกเหตุการณ์เป็นหนังเรื่อง เซนเซอร์ มัสท์  ดาย พร้อมกันไปด้วย ซึ่งแม้หนังจะผ่านเซนเซอร์ ก็ยังมีอุปสรรคที่ฉายไม่ได้อยู่ดี

ทำไมหนังที่พยายามพูดความจริงในบ้านเมืองนี้ ถึงฉายให้สาธารณชนดูไม่ได้ นึกขึ้นมาแล้ว การหาคำตอบประเด็นนี้จากคนเดินดินกินข้าวแกงข้างถนน น่าจะเป็นหนังสารคดีเด็ดๆได้อีกเรื่อง

แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งเลย ไปซิเนมา โอเอซิส ก่อนง่ายกว่า

สมานรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์ กับ มานิต ศรีวานิชภูมิ สองผู้สร้างและผู้กำกับหนังเรื่องดังกล่าวข้างต้น ใช้พื้นที่มรดกของสมานรัชฏ์ในซอยสุขุมวิท 43 สร้างโรงหนังขนาด 48 ที่นั่งขึ้นมา มีจอซิเนมาสโคป 5.1 ระบบเสียงดอลบี้ 5.1 ติดตั้งเก้าอี้คุณภาพเยี่ยมอย่างโรงหนังชั้นยอด พร้อมที่นั่งซึ่งผู้ใช้รถเข็นเข้าชมได้ ให้กลายเป็นโรงหนังแห่งเสรีภาพ แบบองค์กรไม่แสวงผลกำไร เพื่อนักดูหนังและผู้คนที่อยากเรียนรู้อิสรภาพทางความคิดลักษณะต่างๆอย่างไม่มีที่กีดกั้น

ลงเงินไปกว่า 50 ล้านบาทไม่นับค่าที่ดินในละแวกพื้นที่ทองคำ ให้โรงหนังเล็กๆนี้กลายเป็นโอเอซิสของนักทำหนังอิสระ และเป็นโรงหนังของภาพยนตร์ทางเลือก ที่จะสรรมาบำรุงผู้แสวงหาในราคาย่อมเยา เป็นโรงหนังชุมชนที่เชื่อมโยงกับชาวบ้านร้านตลาดคนเดินถนน ไม่ว่าคนแถวนั้นหรือจากที่อื่นๆได้

โอเอซิสแห่งนี้เปิดให้ความชุ่มฉ่ำทางความคิดไปแล้วแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา

………………………………..

สุดารัตน์  มุสิกวงศ์

ประวัติศาสตร์ไทยในหนังทำมือ

เสาร์ที่ 1 ธันวาคมที่จะถึงนี้ เวลา 13.00 น. จะมีรายการซึ่งไม่น่าพลาดคือ ประวัติศาสตร์ไทยในหนังทำมือ โดยอาจารย์สังคมศาสตร์ สุดารัตน์ มุสิกวงศ์ จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิแรงงานต่างด้าวและการละเมิดกฎหมายโดยอำนาจรัฐ การสนใจค้นคว้าเกี่ยวกับการเมืองแห่งความทรงจำในประเทศไทยของเธอเป็นบทความ เช่น ศิลปะตุลา – ความรุนแรงของรัฐในสงครามเย็นของไทยตามที่ปรากฏในศิลปะแห่งความบอบช้ำ , เรื่องของพลเมืองใต้การปกครอง – การระลึกถึงความรุนแรงทางการเมืองในช่วง ค.ศ.1970 ในไทย ฯลฯ

เธอจะเล่าถึงการค้นพบจากการศึกษาภาพยนตร์การเมืองแห่งความทรงจำในไทย  โดยเฉพาะยุคสงครามเย็น เหตุการณ์ 14  ตุลาและ  6  ตุลา โดยฉายหนังสั้นนอกระบบและสนทนากับนักทำหนังถึงแรงจูงใจของแต่ะคน  เช่น

“ประวัติศาสตร์ขนาดย่อของความทรงจำ” กับ จุฬญาณนนท์  ศิริผล , “ไซเลนซ์ อิน ดี ไมเนอร์” และ  “ฉันนั่งอยู่ริมสนามฟุตบอล” และ  “เวย์ ทู พีซ” กับ ชลิดา เอื้อบำรุงจิต ,  “สัญญของผู้มาก่อนกาล” กับ ภัทรภร ภู่ทอง และ เสาวนีย์  สังขาระ , “แหม่มแอนนา หัวนม มาการอง โพนยางคำ และการศึกษาขั้นพื้นฐาน” กับ รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค

โอย , แค่เห็นรายละเอียด ไม่ไปฟังไม่ไปดูไม่ได้แล้ว

สำหรับผู้ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อความประสงค์จะไม่ผิดพลาด โทร.สอบถามได้ที่ 097-9295366 มูลนิธิซิเนมา โอเอซิส.

——–

อารักษ์