เข็มนาฬิกาเดินเร็วมาก เผลอแป๊บเดียวก็จะล่วงเข้าปีใหม่อีกปีหนึ่งแล้ว
ท่ามกลางแสงพลุของการเฉลิมฉลอง เราชวนนักอ่านหลายคนมาเปิดหนังสือเล่มเด็ด ที่พวกเขาอยากจะอ่านข้ามปี ทุกเล่มเจ๋งมากๆ เจ๋งจนเราเองก็อยากจะใช้เวลาเงียบๆนั่งอ่านตาม คงจะเป็นการเริ่มต้นปีที่ดีไม่น้อย
เริ่มจากนักอ่านตัวยง จรัญ หอมเทียนทอง เจ้าของสนพ.แสงดาว ที่มอบเล่มนี้ให้เลย “ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ” โดย ฮิงาชิโนะ เคโงะ แปลโดย กนกวรรณ เกตุชัยมาศ จากน้ำพุสำนักพิมพ์

“เป็นหนังสือข้ามมิติเวลาย้อนไป 40 ปี มาบรรจบกับปัจจุบัน เป็นหนังสือที่เดินเรื่องได้น่ารัก อบอุ่น มีชีวิตและคาดเดาได้ยาก ลีลาการดำเนินเรื่องเป็นธรรมชาติ แก่นของเรื่องแปลกดี ความจริงเป็นหนังสือที่น่าจะเบื่อ แต่ชั้นเชิงการสร้างเขียนของเคโงะทำให้เรื่องที่อาจจะน่าเบื่อกลายเป็นน่ารัก มีความสุข
ผมว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับในเทศกาลปีใหม่ เริ่มต้นปีด้วยหนังสือที่ทรงพลังสักเล่ม จะทำให้การข้ามปีของคนอ่านมีแต่ความสุขและบันเทิงในอารมณ์”
ผศ.ดร. บุญเลิศ วิเศษปรีชา จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ ก็บอกว่าสำหรับเขาแล้วเมื่อทบทวนหนังสือที่อ่านในรอบปี ก็ขอ 2 เล่มที่อยากชวนอ่านในช่วงหยุดยาว คือ “พุทธศักราชอัสดงกับความทรงจำของแมวกุหลาบดำ” นวนิยายของนักเขียนซีไรต์สองสมัย วีรพร นิติประภา จากสนพ.มติชน และ “หมาป่า” โดย เจียงหรง ซึ่งแปลโดย สุภาณี ปิยพสุนทรา

“พุทธศักราชอัสดงกับความทรงจำของแมวกุหลาบดำมาพร้อมกับวิธีการเล่าเรื่องแปลกแหวกแนวผ่านการสนทนา ที่ชวนให้สงสัยและน่าติดตามไปตลอดว่า “ดาว” คือใคร ส่วนเนื้อหาเป็นเรื่องราวโศกนาฎกรรมของครอบครัวเชื้อสายจีนสี่รุ่น ที่ผู้เขียนตั้งใจเขียนให้เชื่อมโยงประวัติศาสตร์สังคมการเมืองไทย ที่คนส่วนใหญ่ในประเทศมักจะหลงลืมกันไป นวนิยายเรื่องนี้อ่านได้หลายมิติ หลายระดับ แต่ผมสนใจปมของเรื่องที่เริ่มต้นด้วย “จงสว่าง” ลูกเลี้ยงที่พ่อแม่ไม่รัก จนนำไปสู่โศกนาฎกรรมของครอบครัว

ส่วนอีกเล่มเป็น “หมาป่า” เป็นนิยายขนาด 600 หน้าที่อ่านแล้ววางไม่ลง โดยเขียนจากประสบการณ์ของผู้เขียนที่เป็นนักศึกษาในยุคที่ถูกส่งให้ไปเรียนรู้ชีวิตในแถบทุ่งหญ้าเอ้อหลุนของชาวเผ่ามองโกล แก่นของเรื่องเผยให้เห็นถึงจิตวิญญาณหมาป่าของชาวมองโกล ที่นับถือหมาป่าเป็นตัวแทนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่า ขณะเดียวกันหมาป่าก็เป็นสัตว์ป่าที่จะมาจ้องเล่นงานฝูงแกะที่ชาวมองโกลเลี้ยง ผู้เขียนเล่าถึงจิตวิญญาณทรนง รักอิสระ และรักพวกพ้องในฝูงหมาป่า แต่มีการจัดระบบวางแผนอย่างดี หมาป่าจึงดำรงอยู่ในทุ่งหญ้านี้ได้ ซึ่งเป็นที่มาของจิตวิญญาณนักรบและศาสตร์แห่งการรบของชาวมองโกล อีกทั้งยังฉายให้เห็นระบบความสัมพันธ์อันซับซ้อนของระบบนิเวศน์ ที่หายนะมาเยือนจากการรุกรานขยายพื้นที่ของชนเผ่ากสิกรรม หนังสือเล่มนี้เขียนข้อมูลที่ดูเหมือนวิชาการออกมาเป็นวรรณกรรมได้อย่างออกรส ชวนติดตาม ทั้งประทับใจ และสะเทือนใจไปพร้อมๆกัน”
ขณะที่วชิระ บัวสนธิ์ เจ้าสำนักแห่งสนพ.สามัญชน ยกให้เล่มนี้เล่มเดียวเลย “กาบริแอลา กานพลู และอบเชย” เขียนโดย ฌอร์จ อะมาดู แปลโดย กอบชลี

“นวนิยายว่าด้วยตำนานแห่งการพัฒนาของเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งในรัฐบาเยีย ประเทศบราซิล จากยุคบ้านป่าเมืองเถื่อนที่ใช้กองกำลังในสังกัดและกระสุนเป็นตัวชี้วัดตัดสินว่าใครจะได้สิทธิ์ถือครองที่ดินสำหรับการก่อร่างสร้างตัวฌอร์จ อะมาดู สาธิตให้เราเห็นว่าการแปรเปลี่ยนเติบโตของเมืองเมืองหนึ่ง แท้แล้วล้วนเป็นผลมาจากผู้คนหลากหลายอย่างปฏิเสธไม่ได้ แม้จะมีผู้ทรงอิทธิพลครองเมืองอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง กระนั้นอำนาจบารมีก็มิอาจดำรงอยู่อย่างถาวร ยังไม่พูดถึงว่าความเชื่อเชิงขนบ ตลอดจนจารีตต่างๆ ย่อมถูกท้าทายด้วยแนวคิดใหม่ๆ จากชนรุ่นหลังเป็นธรรมดา รวมทั้งระบบความสัมพันธ์ของผู้คนทั้งในวงกว้างและครอบครัว หากยึดติดอยู่กับแนวคิดเก่าๆ ก็ต้องบาดเจ็บ ปวดใจไม่สิ้นสุดน้ำเสียงของผู้ประพันธ์แฝงอารมณ์ขันในระดับที่จะทำให้ผู้อ่านต้องอมยิ้มเป็นระยะๆ
นี่คือนวนิยายแปลยอดเยี่ยมแห่งปีโดยแท้” วชิระยืนยัน
ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ ผู้จัดการ WAY magazine ยกให้เล่มนี้ที่เรารักมากเช่นกัน “Gift from the sea ของฝากจากทะเล” เขียนโดย แอนน์ มอร์โรว์ ลินเบิร์กห์ แปลโดย จนัญญา เตรียมอนุรักษ์ โดยให้เหตุผลว่า
“สำหรับผู้หญิงสักคนที่เดินทางมาถึงครึ่งชีวิต การได้ไปอยู่ในที่ปลอดความวุ่นวาย ใช้เวลาหลักวัน หรือหลักสัปดาห์เพื่อทบทวนวงปีที่ผ่านมา ถือเป็นความสุขอันปกติที่สุด
แอนน์ มอร์โรว์ ลินเบิร์ก คุณแม่ฟูลล์ไทม์ของลูกห้าคน ใช้เวลาครึ่งหลังของชีวิตไปผักผ่อนเงียบๆ ที่เกาะแคปติวาเพื่อทบทวนชีวิตก่อนจะค้นพบตัวตนที่แท้จริงและความหมายของการมีชีวิตอีกครั้งผ่านงานเขียนและเปลือกหอยต่างๆ ‘เพราะการอยู่คนเดียวเป็นช่วงสำคัญทีสุดช่วงหนึ่งของชีวิต’

คงจะดีถ้าเราได้ใช้เวลาข้ามปีไปกับแอนน์ มอร์โรว์ ลินเบิร์กห์ เพื่อออกเดินทางอีกครั้งอย่างแข็งแรง…แม้มันจะเป็นเส้นทางเดิมที่เคยล้มแล้วล้มเล่าก็เถอะ”
ขณะที่ คงกฤช ไตรยวงค์ จากภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร ก็บอกว่าสำหรับเขาแล้วต้องเล่มนี้เท่านั้น “สองปี แปดเดือน กับยี่สิบแปดคืน” ของ ซัลมาน รัชดี แปลโดย สุนันทา วรรณสินธ์ จากสนพ.มติชน

“นิยายเล่มนี้เป็นผลงานของนักเขียนเจ้าของผลงาน The Satanic Verses ที่ส่งผลให้เขาถูกหมายหัวจากทางการอิหร่าน เป็นนวนิยายเกี่ยวกับโลกประหลาด โกลาหล โลกที่กฎทางฟิสิกส์ไม่ทำงาน โลกที่การเมืองวุ่นวาย ชื่อนวนิยายโยงกับเรื่อง 1001 ราตรี (สองปี แปดเดือน กับยี่สิบแปดคืน) ย้อนโยงถึงตำนาน ปรัชญา เทววิทยาและศิลปะ บอกเล่าเรื่องราวของคนสวนนามมิสเตอร์เจอโรมิโน คนสวนที่ถูกฟ้าผ่าทำให้ตัวลอยขึ้นสูง ซึ่งทำให้ชีวิตเขาต้องมีปัญหา ข้อถกเถียงทางปรัชญาระหว่างนักปรัชญามุสลิมในสมัยกลางอย่างอิบนุ รุดด์ หรือรู้จักในชื่ออะเวอร์โรส (Averroes) กับปรปักษ์ตลอดกาลอย่างเฆาะซาลีกับสัมพันธ์สวาทระหว่างอะเวอร์โรสกับนางญินดุนยาในตอนต้นเรื่องนำไปสู่เรื่องราวต่างๆ รวมทั้งกำเนิดของหนูน้อยสตอร์ม ซึ่งเป็นลูกหลานของนางญินดุนยาที่มีอำนาจจับทุจริตได้ ทำให้นักการเมืองอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน
ไม่แน่ หากหนูน้อยสตอร์มปรากฏตัวในประเทศสารขัณฑ์ กรณีเสือดำหรือนาฬิกายืมเพื่อนอาจจะไม่ยอกย้อนอย่างที่เป็นอยู่ก็ได้
แนะนำให้อ่านเล่มนี้ข้ามปี เพราะยียวนกวนประสาท สนุก และแสบ” เขากล่าว
ปิดท้ายที่ พิพัฒน์ พสุธารชาติ เจ้าสำนัก Illuminations Editions เขายกให้เล่ม“ตัวตนใหม่ของสยามในโลกา: การต่างประเทศในสมัยรัชกาลที่ 7” ของ ผศ.ดร.ธีระ นุชเปี่ยม
“หนังสือเล่มนี้มีประโยชน์ในการปูพื้นฐานความเข้าใจในเรื่องที่องค์อธิปัตย์ของสยามได้รับการยอมรับและอยู่รอดได้ในชุมชนการเมืองระหว่างประเทศสมัยใหม่ จนทำให้เกิดการก่อรูปของรัฐไทย (State formation) ในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นมุมมองที่แตกต่างไปจากการใช้ทฤษฎีของมาร์กซิสต์และคำอธิบายที่อิงกับความสัมพันธ์ของสยามกับระบบเศรษฐกิจโลก
โดยอ.ธีระได้ยกให้การที่สยามได้เข้าเป็นสมาชิกก่อตั้งสันนิบาตชาติ (League of nations) ใน ค.ศ. 1920 ว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อสยาม นอกจากนี้การเข้าไปมีบทบาทระหว่างประเทศในกรอบของสันนิบาตชาติยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะการทูตมาเป็นแบบพหุภาคี ทำให้สยามมีอำนาจในการต่อรองกับอังกฤษและฝรั่งเศสมากขึ้นกว่าเดิม และมีคุณลักษณะของรัฐอธิปไตยเพิ่มมากขึ้น เป็นการบ่งบอกถึงสถานะและ ‘ตัวตนใหม่’ ของสยามในด้านการต่างประเทศ
หนังสือประวัติศาสตร์ไทยแบบมาตรฐานส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและการเสด็จประพาสยุโรปของพระองค์ว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาเอกราชของประเทศสยาม แต่ผมคิดว่าการเข้าเป็นสมาชิกก่อตั้งสันนิบาตชาติ ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และการสร้างเหล่านักการทูตที่มีความรู้แบบสมัยใหม่ตั้งแต่สมัยของรัชกาลที่ 6 จนถึงรัชกาลที่ 7 นั้น นักการทูตเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อไปในการเจรจากับเหล่ามหาอำนาจตะวันตกทั้งหลาย ถ้ามองจากปัจจัยภายใน สิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ที่ทำให้สยามสามารถรักษาเอกราชหรือความเป็นรัฐอธิปไตยเอาไว้ได้” พิพัฒน์อธิบาย
มาทุกแนวแบบนี้ เลือกอ่านข้ามปีกันให้สนุกได้เลย
………………
ดอกฝน

