ภาษาไทยในไลน์ ยุคทุกคนเป็นสื่อ ทุกเรื่องเป็นข่าว

ปัจจุบันไม่เพียงโทรศัพท์มือถือสามารถรับข่าวสารได้สารพัด ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารได้หลายช่องทาง ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อมีคุณสมบัติบันทึกเสียงได้ขึ้นมา บันทึกภาพได้ขึ้นมา ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว คนที่มีโทรศัพท์มือถือทุกคนก็อาจแปลงสถานะเป็นสื่อ (มวลชนสาธารณะ) ขึ้นมาได้ทันที

เช่น มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ถ่ายภาพมือระเบิดซึ่งบังเอิญทำระเบิดหล่นบนทางเท้าได้ หรืออีกมากรายที่ถ่ายภาพอุบัติเหตุบนท้องถนนนานาลักษณะหรือการกลุ้มรุมทำร้ายร่างกายกันอีกหลายแบบ เป็นต้น

เท่านี้ เจ้าของโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่ง จึง(ดูเหมือน)จะมีอีกฐานะติดตัวไปด้วยไม่ว่าจะสมยอมด้วยหรือไม่ก็ตาม เพราะแม้ถ่ายเหตุร้ายเหตุดีที่ไม่คาดฝันขึ้นมาได้ ไม่ส่งให้สาธารณชนร่วมรับรู้ แต่อยากให้เพื่อนแค่สองสามคนดู ก็เท่าเป็นสื่อรายงานเหตุการณ์เหล่านั้นออกไปแล้ว อย่าว่าแต่เพื่อนสองสามคนนั้นยังปรารถนาดี ส่งต่อให้สังคมร่วมรับรู้ด้วยต่อๆ กันไปอีกเป็นพันเป็นหมื่น

ขณะเดียวกัน เครื่องมือนี้ก็เป็นตัวหยุดการสื่อสารทางเดียวหรือสองทางไปแล้วสิ้นเชิง

เมื่อก่อนหนังสือพิมพ์รายวันเป็นสื่อที่มีลักษณะชัดเจนว่า สื่อสารได้ทางเดียว คือส่งข่าวให้ผู้อ่าน ต่อเมื่อหนังสือพิมพ์เปิดคอลัมน์จดหมายขึ้น ก็อนุโลมเรียกได้ว่าสื่อสารสองทาง แม้จะปฏิสันถารโต้ตอบกันไม่ได้ทันที

แต่เมื่อคอมพิวเตอร์เปิดโอกาสให้ทุกข่าวทุกเรื่อง ผู้ชมสามารถแสดงความเห็นต่อท้ายได้ การรับรู้แลกเปลี่ยนความคิดระหว่างกันจึงเกิดขึ้นแพร่หลายทันใด แม้ชั้นต้นจะเต็มไปด้วยข้อความที่เปี่ยมอารมณ์เข้มข้นไปทางลบมากกว่าทางบวกก็ตาม แต่นานวันเข้า การใช้เครื่องมืออย่างเห็นประโยชน์ทางสติปัญญาก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามวุฒิภาวะของสังคม

ถึงอารมณ์เข้มข้นทางลบจะยังไม่ลดน้อยถอยลงอย่างเห็นรูปธรรมหรือมีแนวโน้มชัดเจนก็ตาม

ครั้นก้าวหน้าไปถึงวันที่มี ไลน์ ปรากฏเข้ามาถ่ายเบาการใช้โทรศัพท์ ไม่ว่าทวิสนทนา หรือพหุสนทนาก็ตาม สามารถส่งข้อความโต้ตอบกันในเวลาเดียวได้คราวละเป็นกลุ่ม แถมยังส่งรูป ส่งภาพเคลื่อนไหวพร้อมกันไปได้

ไลน์จึงขยายบทบาทตัวเองอีก ด้วยการมีข่าวสาร รายงาน และบทความของตัว เพื่อเรียกความสนใจผู้ติดตามให้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากระบบดิจิทัลมีคุณพิเศษประการหนึ่งคือ รับรู้ว่ามีผู้ติดตามเรื่องนั้นๆ ภาพนั้นๆ ข่าวสารหรือรายงานนั้นๆ ได้ชัดเจน ด้วยวิธีการนับอัตโนมัติให้เห็นตัวเลขได้ทันที ว่ากำลังมีผู้อ่านหรือผู้ชมอยู่มากน้อยแค่ไหน

และจากปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น (เฉพาะ) ในไลน์นี้เอง จึงนำมาสู่ประเด็นที่จะสนทนากันในขณะนี้คือ

“ภาษาไทยในไลน์ ในยุคที่ทุกคนสามารถเป็นสื่อ และทุกเรื่องราวเป็นข่าวได้”

ว่ากันแต่เรื่องภาษาล้วนๆ แน่นอน คือภาษาไทยที่ใช้กันอยู่ตั้งแต่ลืมตาตื่น จนหลับตานอนนั่นเอง

เพราะภาษาไทยที่อ่านจากข่าวหรือสัมภาษณ์ในใลน์ และที่ส่งข้อความโต้ตอบแสดงความเห็นกันต่างๆ ควรจะนำมารับรู้ร่วมกันต่อสาธารณะให้แพร่หลาย อย่างน้อยในฐานะเครื่องมือสำคัญของผู้คนที่ต้องใช้สื่อสารกัน และในฐานะสำคัญที่เป็นมรดกวัฒนธรรมของชาติ เป็นมรดกที่มิได้คิดสรรค์ปั้นแต่งขึ้นได้ง่ายๆ แต่จะค่อยๆ สูญไปได้ง่ายๆ หากมิได้สนใจรักษาด้วยการใช้สอยอย่างถูกต้องจริงจัง

นึกถึงชาติหรือบ้านเมืองที่ไม่มีภาษาเขียนของตัว ต้องใช้อักษรโรมัน เอ บี ซี มาเป็นพยัญชนะเทียบเสียงพูดให้เป็นภาษาเขียนแล้ว จะไม่นึกหวงแหนภาษาไทยที่มีอยู่แล้วแต่ค่อยๆ หายไปวันละคำสองคำ เพราะคนไม่เอาใจใส่หรือ

การสื่อสารเป็นเรื่องละเอียดรอบคอบ จำเพาะเจาะจง มีราชาศัพท์ มีภาษาราชการ ภาษาการทูต ภาษาที่สุภาพอ่อนน้อม และภาษาที่หยาบคาย ไม่ว่าจะโดยถ้อยคำ สำนวน หรือศัพท์ที่ใช้ การใช้ภาษาจึงจำเป็นต้องรู้จักความเหมาะสม จะพูดให้เขานิยมชมชอบ นึกรัก หรือพูดให้เขาผรุสวาท อยากเตะปาก ไม่ใช่นึกอยากจะใช้ภาษาอะไรก็ใช้ จึงต้องเรียนรู้

ทุกประเทศที่มีภาษาต้องเรียนภาษาตัวเองให้ถ่องแท้ทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่า ภาษาเรา เราพูดกันอยู่ทุกวันแล้วไม่ต้องเรียน นั่นจึงเป็นความเข้าใจผิดมหันต์

ต่อไปนี้เป็นจำนวนเพียงน้อยนิดที่นำมาพิจารณาแก่กันเป็นตัวอย่าง

และขออนุญาตก่อน อย่าค่อนว่ากัน ถ้าขอให้ความเห็นนิดๆ หน่อยๆ ต่อท้าย เพื่อให้ภาษาไทยได้สรวลเสเฮฮาน่าสนใจเรียน หรือคนฟังความเห็นแล้วจะหัวร้อนเลิกเรียนไปเลยก็ไม่รู้ แต่ไม่มีเจตนากระทบคนเขียนแน่นอน สงสัยก็แต่การเรียนการสอนภาษาตัวเองของเราขึ้นต้นลงท้ายกันอย่างไร โลกการอ่านและการใช้ภาษาของเราเป็นอย่างไร ผลจึงออกมาเช่นนี้

“อยากสิงห์ร่างเธอสักวัน” อันนี้อึ้งไปเลย นึกอะไรไม่ออก

“ชีวิตแรกด้วยชีวิต” หวังว่าจะเขียนผิด แต่คิดว่าตั้งใจ เพราะ ร เรือกับ ล ลิงมาไกลกันคนละทิศ

“กรรมสหนอง” คำนี้ต้องใช้เข็มเจาะหรือสะกิดให้แตก ไม่งั้นปล่อยไว้ระบมอีกหลายวัน

“กลับแกล้ม” คือคว่ำจาน

“คลอบคุม” หนีไม่ออก โดนทั้งคลอบและคุม


“ทีมตราหมากรุก” หมายความว่ามีตัวหมากรุกเป็นตรา ไม่ได้เป็นตารางหมากรุก

“สันดาร” ออกเสียง ร เรือ กระดกลิ้นจะฟังเพราะกว่า “สอพอ” อันนี้ก็อึ้ง นึกอะไรไม่ออกเหมือนกัน

“ผีเน่ากับโรงผุด” ไม่มีทางนึกถึงป่าช้าแน่นอน

“พวกเซี่ยม” ไม่รู้ทำไมนึกถึงจระเข้ “ซาวด์เสียง” แปลจากภาษาอังกฤษ “ชัวร์ๆ”

“จะขุดขุ้ยไปทำไม” นั่นสิ ต่างคนต่างเงียบดีกว่า เดี๋ยวยิ่งไม่รู้เรื่อง

“งมโขล่ง” ต้องมีสักคนนึกถึงช้างอยู่รวมกันหลายๆ ตัวบ้างแหละน่า

ฯลฯ

นอกจากนี้แล้ว วิธีการเขียนข่าวสารพัดสารเพ ข่าวเล็กข่าวน้อย ซึ่งเดี๋ยวนี้เรื่องอะไรก็เป็นข่าวได้อย่างที่ว่า เพราะดารากินข้าวข้างถนนก็เขียนให้คนอ่านเป็นข่าวได้แล้ว ยังมีกลเม็ดหลอกล่อคนให้อ่าน ชนิดที่หากเป็นสื่อหลักคือหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์รายงานข่าวลักษณะนี้ รับรองคนไม่ก่นบรรพบุรุษหลายชั่วอายุให้ก็ต้องถือว่าโชคดียิ่งยวด

เช่นข่าว “แจกบัตรรถไฟฟ้า” แต่พออ่านรายละเอียด ปรากฏว่าต้องเติมเงิน 150 บาท ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนอ่านจะไม่ส่งข้อความไปสรรเสริญท้ายข่าวกันบานเบอะ อยากนี้เรียกว่าแจกได้ไงฟะ

“ช็อก เลิกเป็นแฟน” ข่าวนี้ช็อกจริงๆ เพราะเขียนชื่อชัดเจนว่า ช็อก นาย ก เลิกนาง ข ก็เพิ่ง

อ่านข่าววานนี้เองว่าเตรียมงานแต่งเรียบร้อย หวานแหวว อ้าว วันนี้เลิก ก็ต้องช็อกนะสิ

พอตกใจรีบอ่านข่าวปรากฏว่า เลิกเป็นแฟนกันแล้ว เป็นผัวเมียกันแทน มันน่าไหมล่ะ เขียนข่าวแบบนี้

หรืออีกข่าวชวนให้สนใจได้จริงๆ ทำไม “นักร้อง” ถึง “ตัดสินใจเป็นบาทหลวง” พออ่านรายละเอียดเข้าเท่านั้นเอง รู้สึกขึ้นมาทันทีว่า หลายวันมานี้นึกว่ากินข้าว ที่แท้กลายเป็นกินหญ้ามา เพราะข่าวที่ว่าเป็นเรื่องในมิวสิกวิดีโอ

นี่เป็นตัวอย่างที่สื่อสาธารณะแหล่งหนึ่ง ถือว่า ?เป็นข่าว? ฉะนั้น หากวิถีการสื่อข่าว เสพข่าว ดำเนินไปตามหนทางดังนี้ ข่าวสารวันหน้าของสื่อกระแสหลักเองก็อาจเปลี่ยนไป เนื่องจากข่าวจำนวนไม่น้อยที่ปัจจุบัน สื่อกระแสหลักนำมารายงานต่อจากสื่อสาธารณะทั้งหลายนั่นเอง

แต่นอกเหนือไปจากข่าว คำถามที่อยากรู้ก็คือ เดี๋ยวนี้ภาษาไทยเป็นวิชาบังคับหรือเปล่า ถ้าบังคับ บังคับเรียนถึงระดับไหน แต่หากวิชาภาษาไทยมิได้เป็นวิชาบังคับเรียนในโรงเรียนแล้ว

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พุ่งนีก้อซายเซียล้ะ

 

 

 

 

 

All site contents copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.

บทความก่อนหน้านี้ไฟลัดวงจร เพลิงโหมไหม้ ร.ร.เทพศิรินทร์ ครู-นักเรียนวงโยธวาทิต หนีตาย
บทความถัดไป‘แท็กซี่’ เสียหลักชนแท่งปูนจุดกลับรถ ไฟลุกท่วมคนขับดับคาซาก