เจอเงื่อนไขให้เลือก ‘วีรศักดิ์ นิลกลัด’ ตัดสินใจอำลาช่อง 7 ตามกิ๊กดู๋ ไปอยู่พีพีทีวี

เป็นที่สงสัยของแฟนบอลชาวไทย หลังจากเมื่อวานนี้ไร้เงา แอ๊ดดี้ วีรศักดิ์ นิลกลัด มาพากษ์ฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ คู่ไทย-อินเดีย โดยมี ต๊อบ วาทิต ตรีครุธพันธุ์ มาพากษ์คู่กับ แจ๊คกี้ อดิสรณ์ พึ่งยา แทน ซึ่งงานนี้หลายคนก็คาดการณ์ไปว่าจะย้ายไปอยู่ช่อง พีพีทีวี ที่เจ้าตัวมีรายการอยู่หรือไม่

ทั้งนี้เมื่อ มติชนออนไลน์ ได้สอบถามไปยัง แอ๊ดดี้ วีรศักดิ์ ก็ยอมรับว่าออกจากช่อง 7 และก็ได้ไปร่วมงานกับช่องพีพีทีวี จริง ก่อนจะชี้แจงว่าช่วงที่ทำให้กับช่อง 7 นั้นก็เป็นไปในลักษณะของฟรีแลนซ์

“อยู่กับช่อง 7 มาเกือบ 30 ปี ก็เป็นสัญญาใจกันอย่างเดียว เราเป็นคนกีฬาที่ไหนที่มีกีฬาเยอะเราก็ไปเพราะทางช่อง 7 ก็กีฬาน้อยลง ข่าวกีฬาก็น้อยลง”

“คือเราฟรีแลนซ์เราไม่ได้รับเงินเดือนเราก็ต้องมีทางเลือก กับพีพีทีวีก็ยังเป็นฟรีแลนซ์อยู่”

ส่วนที่หลายคนวิเคราะห์ว่า รายการกิ๊กดู๋ สงครามเพลงเงินล้าน เป็นส่วนนึงของการต้องย้ายช่องในครั้งนี้ด้วยนั้น แอ๊ดดี้ วีรศักดิ์ ก็ว่า

“ก็มีส่วน แต่ว่ากรณีกิ๊กดู๋มาทีหลัง เพราะว่าช่วงเอเชียนเกมส์ครั้งที่ผ่านมาก็ไปช่วยพากษ์กีฬาอยู่ที่พีพีทีวี ซึ่งอันนั้นยังไม่มีกรณีกิ๊กดู๋ย้ายช่อง เราถือว่าเราฟรีแลนซ์ทางช่อง 7 ก็ไม่ได้ว่าอะไร พอมีกรณีนี้มันก็อาจจะมีไซด์เอฟเฟคถึงตัวเรา เพราะเราทำกิ๊กดู๋มาขึ้นปีที่ 10 แล้ว กิ๊กดู๋ก็ดูแลเรา พอมาถึงทางตรงนี้เราก็ต้องเลือก เพราะพีพีทีวีไม่ได้มีกิ๊กดู๋อย่างเดียวแต่มีกีฬาด้วย ถ้าอยู่ช่อง 7 เนี่ยกิ๊กดู๋ก็ไม่ได้ทำ”

“คือช่อง 7 ขอความร่วมมือว่าถ้าอยู่ก็ไม่ต้องทำกิ๊กดู๋ แต่ว่าเราร่วมมือไม่ได้เพราะมันก็เป็นเส้นทางการทำงานของเรา”

ทั้งนี้เจ้าตัวก็ยอมรับว่าเป็นการตัดสินใจที่ใช้เวลานานเหมือนกัน เพราะกับช่อง 7 ก็มีความผูกพันกันมานาน แต่กระนั้นคนที่เคยร่วมงานด้วยหลายคนก็ย้ายออกไปแล้ว ถึงเวลาตนก็ต้องเลือกเช่นกัน

ส่วนตอนนี้นอกจากรายการพากษ์ฟุตบอลที่จะเริ่มได้เห็นหน้าในช่องพีพีทีวีในช่วงสุดสัปดาห์นี้แล้วนั้น ก็ยังมีรายการ มันเดย์ ไนท์ คาเฟ่ รายการที่มานั่งคุยสนุกๆ ถึงเรื่องกีฬาที่ออกอากาศมาร่วมครึ่งเดือนแล้ว รวมถึงรายการ กิ๊กดู๋ สงครามเพลงเงินล้าน ด้วย

บทความก่อนหน้านี้ลือหึ่ง ทีมสร้างซีรีส์ “Suits “เสนอค่าตัวให้ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์กว่า 100 ล้าน ขอโผล่จอแค่ 2 นาที
บทความถัดไปกสม. กังวลปมสาวซาอุ จี้รัฐบาลไทยเคารพหลักการ ‘ไม่ส่งกลับสู่อันตราย’ ตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ